จิตสงบ ลมละเอียด

หลวงปู่ชา สุภัทโท
พระโพธิญาณเถร

(หลวงปู่ชา สุภัทโท)

อยากจะถามถึงการปฏิบัติของญาติโยมเราทั้งหลายซึ่งได้ทำมานี้ ว่าแน่ใจแล้วหรือยัง การทำกรรมฐานนี้ ทำอย่างนี้ว่ามีความแน่ในใจกันแล้วหรือยัง เพราะว่าอาจารย์ที่สอนกรรมฐานนี้กลัวมาก มีทั้งพระสงฆ์ด้วย มีทั้งฆราวาสหลายคนเป็นอาจารย์กรรมฐาน ฉะนั้น กลัวญาติโยมจะลังเลสงสัยในการกระทำจึงได้ถามอย่างนั้น ถ้าเรื่องของพระพุทธศาสนา คำสอนของพระที่เราปฏิบัตินี้ ไม่มีอะไรอื่นจะยิ่งไปกว่านี้อีกแล้วถ้าเราเข้าใจให้ชัดเจน จะทำจิตใจเราให้สงบได้เป็นมั่นคง การทำจิตให้สงบเรียกว่าการทำสมาธิ หรือเรียกว่าการทำกรรมฐาน

          จิตของเรานี้เป็นสิ่งที่กลับกลอกมาก ดูสิที่เราทำกันมาเห็นไหมล่ะ บางวันนั่งพักเดียวก็สงบแล้ว บางวันนั่งยังไงก็ไม่สงบ มันดิ้นออกมาจนได้ บางวันก็สบาย บางวันมันก็ไม่สบาย นี้คือแสดงอาการขึ้นมาให้เราเห็นอย่างนี้ จะให้เข้าใจว่า มรรค 8 ประการนั้น มันรวมอยู่ที่ ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ได้รวมอยู่ที่อื่น เมื่อเรารวมเข้ามาแล้วมันมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา เช่นเราทำปัจจุบันนี้ก็คือเราทำมรรคให้เกิดขึ้น ไม่ใช่อื่นไกล

วิธีการนั่ง ท่านให้หลับตา ไม่ให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ก็เพราะว่าท่านจะให้ดูจิตของเรานั่นเอง มองดูจิตของเรา เมื่อหลับตาเข้าไปมันจะกลับเข้ามาข้างใน มันจะมีความรู้หลายๆ อย่างเกิดขึ้นมาในที่นั้น นี้ก็เป็นวิธีอันหนึ่ง ที่จะเป็นวิธีที่จะให้เกิดปัญญาคือสมาธิ เมื่อเรานั่งหลับตา ไป ยกความรู้ขึ้นเฉพาะลมหายใจ เอาลมหายใจเป็นประธาน อ่อนน้อมความรู้สึก ตามลมหายใจ เราจึงจะรู้ว่าสติมันจะมารวมอยู่ตรงนี้ ความรู้มันจะมารวมอยู่ตรงนี้ ความรู้สึกมันจะมารวมอยู่ตรงนี้ เมื่อมรรคมันสามัคคีกันเมื่อไร เราจะได้มองเห็นว่าลมเราเป็นอย่างนี้ ความรู้สึกก็เป็นอย่างนี้ จิตก็เป็นอย่างนี้ อารมณ์เราเป็นอย่างนี้ เราจึงจะรู้จักที่รวมของสมาธิ รวมแห่งมรรคสามัคคีในที่อันเดียวกัน

เมื่อเราทำสมาธิ กำหนดจิตกับลม นึกในใจว่าที่นี่เรานั่งอยู่คนเดียว รอบๆ ข้างเราไม่มีใคร ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ ทำความรู้สึกอย่างนี้ เรานั่งอยู่คนเดียว ให้กำหนดอย่างนี้ จนกว่าจิตของเรามันวางข้างนอกหมด ดูลมออกอย่างเดียวเท่านั้นแหละ มันวางข้างนอก จะมีคนนั้นคนนี้นั่งอยู่ตรงโน้น ตรงนี้ วุ่นวาย มันไม่เข้ามา เราเบี่ยงมันออกสิว่า ไม่มีใครอยู่ที่นี่ มีแต่เราคนเดียวนั่งอยู่ตรงนี้ จนกว่าทำสัญญาอย่างนี้มันหมดไป จนกว่าที่ไม่มีความสงสัยในรอบๆ ข้างเรานี้ เราก็กำหนดลมเข้าออกอย่างเดียว

เราปล่อยลมให้เป็นธรรมชาติ ปล่อยลมออกเข้าให้เป็นธรรมชาติ อย่าไปบังคับลมให้มันยาว อย่าไปบังคับลมให้มันสั้น อย่าไปบังคับลมให้มันแรง อย่าไปบังคับลมให้มันไม่แรง ปล่อยสภาพให้มันพอดี แล้วก็นั่งดูลมหายใจที่เข้าออก เมื่อมันปล่อยอารมณ์ข้างนอก เสียงรถยนต์ก็ไม่รำคาญ เสียงอะไรก็ไม่รำคาญ ไม่รำคาญสักอย่างหนึ่งข้างนอก ถึงจะรู้เป็นเสียงก็ไม่รำคาญทั้งนั้นเพราะว่ามันไม่รับ มันมารวมอยู่ที่ลมหายใจแล้ว ถ้าจิตของเราวุ่นวายกับสิ่งต่างๆ มันไม่ยอมรวมเข้ามา ก็ต้องสูดลมเข้าให้มากที่สุดจนกว่าไม่มีที่เก็บ จะปล่อยลมออกให้มากที่สุดจนกว่ามันหมดในท้องเรา สัก 3 ครั้ง ก็ตั้งความรู้ใหม่ ดูลมอีกต่อไป เราตั้งขึ้นใหม่พักหนึ่งมันก็สงบไป เป็นธรรมดาของมันสงบไป สักพักหนึ่งอีกมันก็ไม่สงบอีก วุ่นวายอย่างนี้ก็มี เมื่อมันเป็นเช่นนั้นขึ้นมาอีก ก็กำหนดจิตใจเราให้ตั้งมั่น สูดลมเข้าให้มากที่สุด ผายลมออกไปให้หมดในท้องเรา แล้วก็สูดลมเข้ามาให้มากที่สุดพักหนึ่ง แล้วก็ตั้งใหม่อีก กำหนดลมต่อไปอีก แล้วก็กลับมาตั้งสติกับลมหายใจออกเข้า ทำความรู้สึกต่อไปอีกอย่างนี้

ในเมื่อเป็นเช่นนี้หลายครั้ง ได้ชำนาญมันจะวางข้างนอก มันจะไม่มีอะไร อารมณ์ข้างนอกมันจะส่งเข้ามาไม่ถึง เมื่อส่งเข้ามาไม่ถึงก็จะเห็นจิตของเรา จิตคือความรู้สึกหนึ่ง อารมณ์หนึ่ง อยู่ที่ปลายจมูกของเรานี้ สติตั้งมั่นดูลมเข้าออกสบาย ต่อไปอีก ลมนี้ถ้าจิตสงบ ลมนี้มันหยาบจะน้อยเข้ามา น้อยเข้าไป น้อยเข้าไปทุกที มันน้อยเข้าไป อารมณ์มันละเอียด ร่างกายก็จะเบา ชีวิตเราก็จะเบาขึ้น มันก็วางอารมณ์ข้างนอกดูข้างในต่อไป ต่อนั้นไปความรู้ข้างนอกมันจะรวมเข้าข้างใน เมื่อรวมเข้าข้างในแล้ว ความรู้สึกที่รวมลมหายใจนั้น จะเห็นลมชัด เห็นลมออกลมเข้าชัด แล้วจะมีสติชัด แล้วจะเห็นอารมณ์ชัด ชัดขึ้นทุกอย่าง ในตรงนั้น จะเห็นศีล เห็นสมาธิ เห็นปัญญา โดยอาการมันรวมกันอยู่ นี่เรียกว่า มรรคสามัคคี

เมื่อความสามัคคีเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็ไม่มีอาการที่วุ่นวายในจิตใจของเรา มันก็รวมลงเป็นหนึ่ง เรียกว่า สมาธิ เมื่อเรามองในที่อันเดียว คือ ลมหายใจเข้าออกนั้น มันจะมีความรู้สึกเห็นชัด หนึ่งลม เพราะว่าเรามีสติอยู่เสมอ จะเห็นลมชัด  เห็นลมชัด เห็นสติ มันมีสติชัดขึ้นมา และมีความรู้สึกชัดขึ้นมา หลายอย่างเห็นจิตอยู่ในที่นั่น รวมกันเป็นอันเดียวกัน เช่นนี้ มีความรู้สึกเข้าข้างในไม่ส่งออกไปข้างนอก ข้างนอกคล้ายๆ มันหมด ไม่มีใครไปทำงานอยู่ข้างในบ้าน รวมเป็นก้อน สบาย ความรู้สึกนั้นวางจากข้างนอกบางทีมันมีความรู้สึกอยู่กับลมหายใจ นานไปดูลมหายใจเข้าไปอีกจนกว่ามันละเอียดเข้าไปอีกแล้ว ความรู้สึกนั้นมันจะหมดไป หมดจากลมหายใจก็ได้ มีความรู้สึกหนึ่งขึ้นอีกมา ลมหายใจมันจะหายไปคือมันละเอียดเกินไป บางทีนั่งเฉยๆ ลมไม่มี แต่ว่ามันมีอยู่ เหมือนว่ามันไม่มีเพราะอะไร

เพราะว่าจิตตัวนี้มันละเอียดมากที่สุด มันมีความรู้เฉพาะของมันนี้ เหลือความรู้อันเดียว ทีนี้ลมมันหายไปแล้ว ความรู้ที่ว่าลมมันหายไปก็ตั้งอยู่ จะเอาอะไรเป็นอารมณ์ต่อไปนั้น ก็เอาความรู้นี่แหละเป็นอารมณ์ต่อไปอีก อารมณ์ที่ว่า ลมไม่มี ลมไม่มี อยู่อย่างนี้เสมอ นี่ล่ะความรู้อันหนึ่งตั้งขึ้นมาอีก

ในจุดนี้บางคนชอบจะมีความสงสัยขึ้นมาก็ได้ เพราะตรงนี้มันจะเกิดนิมิตขึ้นมาก็ได้ เสียงก็มีก็ได้ รูปก็มีได้ มันมีทุกอย่าง สิ่งที่เราคาดไม่ถึงมันเกิดขึ้นมาได้ตรงนี้ เมื่อหากว่านิมิตเกิดขึ้นมาตรงนี้ บางคนก็มี บางคนก็ไม่มี ทีนี้ตั้งใจให้ดี ตั้งสติให้มาก บางคนก็เห็นว่าลมหายใจไม่มีแล้ว ตกใจ ตกใจเพราะธรรมดาลมมันมีอยู่ เมื่อปรากฏว่าลมมันไม่มีแล้วก็ตกใจว่าลมไม่มี กลัวว่าเราจะตายก็ได้อย่างนี้ ตรงนี้ก็ให้ตั้งความรู้สึกอันหนึ่ง อันนี้มันเป็นอย่างนี้ของมัน เราจะดูอะไร ดูลมไม่มีกันอีกต่อไป เป็นความรู้

นี่ท่านจัดว่าเป็นสมาธิอันแน่แน่ว ที่สุดของสมาธิแน่ มีอารมณ์เดียวแน่นอน ไม่หวั่นไหว เมื่อสมาธิถึงจุดนี้ที่มีความแตกต่างสารพัดอย่างที่จะรู้ในจิตของเรา

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *