ทางแห่งความเป็นนักศึกษา

พระภาวนาธรรมาภิรัช

พระภาวนาธรรมาภิรัช
(สุพันธ์ อาจิณฺณสีโล)

 
กาเลนะ ธัมมัสสะวะนัง เอตัมมังคะละมุตตะมังตีติ.

            ขอความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่สมเด็จพระผู้มีพระภาค ผู้ทรงพระมหากรุณาธิคุณอันประเสริฐ ผู้บริสุทธิ์จากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขอความนอบน้อมต่อพระธรรม และคณะพระอริยสงฆ์เจ้าทั้งหลาย

            ณ โอกาสบัดนี้จะได้แสดงธรรมเพื่อเป็นปฏิการะ เกื้อกูล อุดหนุน เพื่อความเจริญแห่งศีล สมาธิ ปัญญา สำหรับเป็นเครื่องพัฒนาจิตใจของเราในส่วนของการศึกษาเล่าเรียน ประพฤติปฏิบัติในพระพุทธศาสนา ตามคำสั่งสอนของพระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เราเคารพนับถือ

            วันนี้เป็นวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 5 หรือเดือน 7 เหนือ ซึ่งวันนี้เป็นพิเศษคืออยู่ในช่วงสงกรานต์ การนับวันเวลาตามปฏิทินหลวงเรียกว่าวันนี้เป็นวันเนาว์ ภาษาเหนือเรียกว่าวันเน่า เป็นวันที่เราไม่ควรจะด่าว่ากัน วจีกรรมจะต้องเป็นวจีกรรมที่ดี เพราะพรุ่งนี้จะเป็นวันพญาวันหรือเถลิงศกตามปฏิทินหลวง พูดง่ายๆ ว่าอย่าสร้างศัตรูกันด้วยการกระทำทางกายวาจาของเราเองเพราะว่าจะขึ้นปีใหม่แล้วควรจะเป็นปีที่ดีงาม เป็นปีที่ก่อให้เกิดความสมัครสมาน สมานฉันท์ เกื้อกูลกันอย่างเป็นสุข เพราะเป็นการนับหนึ่งใหม่ของปีใหม่ ก็ควรจะให้เป็นมงคลกับตัวเราเองและหมู่คณะตลอดถึงประเทศชาติบ้านเมือง

            พวกเราอยู่ด้วยกัน ณ ที่นี้ สถิติวันนี้คือ 315 ชีวิตที่อยู่ด้วยกัน ก็ควรที่จะมีความภูมิใจว่าเรามีเพื่อนที่อยู่ด้วยกันในร่มโพธิ์ร่มไทร ร่มพระรัตนตรัยที่วัดร่ำเปิงเรานี้ วันนี้เราก็ได้ช่วยกันขนทรายเข้าวัดสร้างเจดีย์ทราย ซึ่งการสร้างเจดีย์ทรายได้อานิสงส์อย่างไรก็ได้กล่าวถึงในวันก่อนแล้ว วันนี้เราก็ได้มาขนทรายเข้าวัด ปักตุง ปักช่อ ให้ดูดี พรุ่งนี้ก็ลองเอาข้าวตอกดอกไม้ไปโปรยและเดินประทักษิณให้ครบ 3 รอบด้วย

            ทรายนั้นเม็ดมันเล็กๆ แต่มันมีมวลต่อปริมาตรของมันสูง พอเราทิ้งลงน้ำ ทรายก็จะจม ทรายกี่เม็ดๆ พอเราเทลงไปในน้ำ มันก็จะจมลงไปในท้องน้ำหมดเลย เพราะน้ำหนักต่อปริมาตรของมันสูง พระพุทธรูปปางปฐมเทศนาที่อยู่หน้าเรานี้ – หลวงพ่อศิลา ลองนับดูเม็ดทรายว่ากว่าจะมาเป็นพระพุทธรูปองค์นี้มันจะมีเม็ด อาจจะหลายล้านเม็ด สิบล้าน ร้อยล้านเม็ด เนื่องจากมันอัดกันเป็นก้อนจนแข็งแกร่งขึ้นมา เราเรียกทรายที่อัดเป็นก้อนแข็งแกร่งนี้ว่าหินทราย แต่ถ้าเราเอามาเป็นเม็ดๆ ก็เป็นแค่เม็ดทราย พอธรรมชาติอัดตัวกันแน่นจนกลายเป็นก้อนหิน เราก็เรียกว่าหินทราย แล้วก็เอามาแกะสลักเป็นพระพุทธรูป ก็เรียกว่าพระพุทธรูปหินทราย ถ้าขนาดนี้เราเอาไปลงน้ำ มันก็จมเหมือนกัน เพราะมวลต่อขนาด หินก้อนนี้ต้องใช้เครนขนาด 60 ตันจึงจะยกได้ เรียกว่าน้ำหนักมาก

            บุญมหากุศลที่เราทำด้วยปัญญาสูง ทำด้วยศรัทธาสูง แม้จะเป็นมหากุศลเพียงเล็กน้อยก็ให้ผลมหาศาล ท่านอุปมาเปรียบเหมือนเม็ดโพธิ์ ต้นโพธิ์นี้จะมีเม็ดเล็กๆ เม็ดของต้นโพธิ์นี้เล็กมาก เม็ดโดยรวมเท่าปลายก้อย แต่ผลโพธิ์จะมีเม็ดในเล็กๆ ซึ่งเม็ดโพธิ์ถ้ามันงอกเงยขึ้นมามันก็กลายเป็นต้นโพธิ์ พอผ่านไป 5 ปี 10 ปี 5-60 ปี ร้อยปี ต้นโพธิ์มันก็ใหญ่

อุปมาเหมือนกับการทำความดี การทำมหากุศลที่ประกอบด้วยศรัทธาและปัญญาที่ดี แม้จะทำน้อยนิด แต่ถ้ามันให้ผล มันจะให้ผลมหาศาล

แต่ถ้าทำมหากุศลหรือทำบุญใดที่ไม่ประกอบด้วยศรัทธาและปัญญา แม้จะทำมาก แต่ให้ผลน้อย เหมือนกับต้นโพธิ์ใหญ่แต่มีเม็ดเล็กนิดเดียว ให้ผลน้อย แตงโมเครือมันเล็กนิดเดียว เล็กกว่านิ้วก้อย แต่มันให้ผลใหญ่ เป็นต้น

ฉะนั้นวันนี้ลูกเณร-พระใหม่ นับถอยหลังแล้ว จะได้บุญมากหรือน้อยก็อยู่ที่ความตั้งใจของเราแล้วนะลูก ถ้าเราบวชด้วยความตั้งใจดี แม้ว่าเขาจะเป็นแค่สามเณรน้อย แต่เขาศรัทธาที่ได้บวช เต็มใจอิ่มใจที่ได้บวชให้ตน เต็มใจอิ่มใจที่ได้บวชให้พ่อให้แม่ เต็มใจอิ่มใจที่ได้บวชให้คุณย่าคุณยาย อย่างนี้เป็นต้น เมื่อเขาทำด้วยความอิ่มใจเต็มใจ มันก็เป็นมหากุศล ก็จะได้เป็นวาสนาเป็นบารมีให้แก่ลูกเณรทั้งหลาย วาสนาบารมีนี้ก็จะสะสมให้เรามีความรักมีความศรัทธาในสมณเพศสืบต่อไป

การบวชของเราจะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ที่เราเข้าสู่พระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า มันมีบวช 2 อย่าง คือ บวชกาย กับ บวชใจ บางทีเราเรียกว่า บวชโดยวินัย กับ บวชโดยธรรม เจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้ ก็มีสถานะใหม่ที่เราเรียกกันในปัจจุบันว่าพระพุทธเจ้าหรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การบวชของเจ้าชายสิทธัตถะหรือการบวชของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ไม่มีใครบวชให้ แต่ใช้พระธรรมคือการบรรลุธรรมคือการบวช แต่พวกเรานี้เป็นการบวชแบบมีคนบวชให้ ที่เรียกว่ามีอุปัชฌาย์ มีสงฆ์เป็นคนบวชให้ เป็นพระ เป็นสามเณร เป็นสามเณรี เป็นภิกษุณี ต้องมีผู้บวชให้ การบวชให้นี่เรียกว่าการบวชโดยวินัย แต่เราก็ต้องมีศรัทธาบวชล่ะนะ ตัวศรัทธานั่นแหละเป็นตัวบวชเรา ตัวศีลที่เรารักษานั่นแหละเป็นตัวบวช ความเพียร วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาที่เราพัฒนาขึ้นมานั่นแหละจะเป็นตัวบวชเรา

การบวชด้วยคุณธรรมนี้เขาเรียกว่า บวชใจ บวชกายจบตั้งแต่วันแรกแล้ว แต่บวชใจยังไม่จบนะ

ตราบใดที่เรายังมีกิเลส มีอกุศล เราก็ต้องขัดเกลากิเลส ขัดเกลาอกุศลนั้นต่อไป เรียกว่า บวชใจจะจบจะเสร็จเมื่อไหร่ ก็เมื่อเราหมดกิเลสแล้ว บุคคลใดที่ได้เป็นพระอรหันต์ก็เรียกว่าบวชเสร็จ แต่ถ้าเรายังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ก็ยังบวชไม่เสร็จ

ในพระอภิธรรม มาติกามีติกะหนึ่งชื่อว่า เสขะติกะ มีว่า เสกฺขา ธมฺมา อเสกฺขา ธมฺมา เนวเสกฺขา นาเสกฺขา ธมฺมา.

เสกฺขา ธมฺมา แปลว่า ธรรมที่ได้ชื่อว่าเสขะ เสขะตัวนี้แปลว่าศึกษา ได้แก่ โสดาปัตติมรรคญาณ โสดาปัตติผลญาณ สกทาคามิมรรคญาณ สกทาคามิผลญาณ อนาคามิมรรคญาณ อนาคามิผลญาณ และอรหัตตมรรคญาณ เสขะแปลว่ายังศึกษาอยู่ เป็นไปเพื่อความชำระล้างอกุศล ชำระล้างกิเลส นี้จัดว่าเป็น เสขธรรม ธรรมที่ต้องศึกษา

อันที่สอง อเสกฺขา ธมฺมา – ธรรมที่ไม่ต้องศึกษา ได้แก่ อรหัตตผลญาณ หรือถ้าพูดเป็นตัวบุคคลก็เรียกว่าพระอรหันต์ บุคคลใดได้เป็นพระอรหันต์แล้วบุคคลนั้นก็ไม่ต้องศึกษา เพราะคำว่าศึกษามุ่งหมายที่จะศึกษาเพื่อขัดเกลากิเลส ฉะนั้นเราเป็นชาวพุทธทุกคน เป็นผู้เตรียมการเป็นนักศึกษา พวกเราเป็นได้แค่ผู้เตรียมการ เป็นผู้เตรียมตัวเพื่อจะเป็นนักศึกษา เพราะว่าโดยสภาพธรรม โดยสภาวธรรมแล้ว เสขธรรมอย่างที่กล่าวมาแล้วว่า ได้แก่ พระอริยะบุคคล 7 จำพวก คือ โสดาปัตติมรรคบุคคล โสดาปัตติผลบุคคล สกทาคามิมรรคบุคคล สกทาคามิผลบุคคล อนาคามิมรรคบุคคล อนาคามิผลบุคคล และอรหัตตมรรคบุคคล   ที่เราสวดบทสุปะฏิปันโน  “…ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอวะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ…” คู่แห่งบุรุษ 4 คู่ นับเรียงตัวบุรุษได้ 8 บุรุษ นี้ล่ะคือเสขบุคคล อเสขบุคคล หมายความว่าเป็นบุคคลที่กำลังศึกษาและศึกษาจบแล้ว ก็ได้แก่พระอริยะเจ้า พระอริยะตั้งแต่โสดาบันพระโสดาปัตติมรรคไปจนถึงพระอรหัตตมรรค นี่เป็นเสขบุคคล บุคคลที่กำลังศึกษาอยู่ ยังไม่จบการศึกษานะ แต่พระอรหันต์นี้จบการศึกษาแล้ว จบพรหมจรรย์ พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว อย่างอื่นที่จะทำไม่มีแล้ว สิ้นอาสวะกิเลสได้สมบูรณ์แล้ว นี่เขาเรียกว่าอเสขบุคคลที่เราเรียกว่าพระอรหันต์ พระขีณาสพ

แล้วพวกเราล่ะ ยังไม่เข้าอยู่ในฐานะที่จะเป็นเสขบุคคลหรืออเสขบุคคลเป็นส่วนมากในโลกนี้ ร้อยละ 99.99 เลยนะ แค่ 0.01 ที่จะได้เป็นพระอริยะ นี่เขาเรียกว่า เนวเสกขา นาเสกขาธรรม หมายถึงว่า จะเรียกว่าเป็นนักศึกษาก็ไม่ใช่ จะว่าไม่ใช่นักศึกษาก็ไม่ใช่ คือยังมีวิถีจิต วีถีชีวิตที่ไม่แน่นอน เขาเรียกว่า เนวเสกขา นาเสกขาธรรม หรือเป็นบุคคลที่ยังไม่แน่นอน

วันก่อนนี้มีโยมคนหนึ่งมายื่นหนังสือกับอาจารย์ ขอยืมพระพุทธรูปวัดสำคัญจะเอาไปใส่ในซุ้มวัดทักษาเมืองเพื่อเขาจะได้สรงน้ำให้เป็นมงคล วัดร่ำเปิงอยู่ในวัดทักษาเมือง ขออัญเชิญพระพุทธรูปสักองค์หนึ่งของวัดนี้ไปให้เขาสรงน้ำทักษาเมือง เขาก็ได้อ้างว่าเขาได้ปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์ใหญ่หลวงปู่มา 2-3 รอบแล้ว ทวนญาณมา 2-3 ครั้งแล้ว แต่สรุปอย่างงามว่าผมเป็นคริสต์ครับ

แล้วปฏิบัติตั้งหลายรอบ เข้าทวนญาณก็หลายครั้ง อธิษฐานก็อธิษฐาน แต่เขายังไม่ถึงธรรม ดับก็ไม่ใช่ดับ กลายเป็นหลับซะ นั่งก็หลับยืนก็หลับ กลายเป็นว่า ใจมันก็ไม่ศรัทธาอย่างแท้จริง ตอนหลังก็เลยไปนับถือศาสนาอื่น เราก็ไม่ว่ากัน เพราะในสมัยพระพุทธเจ้าเอง ขนาดพระอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าไม่ได้บรรลุธรรม สิกขาลาเพศออกไปนับถือศาสนาอเจลก (พวกชีเปลือย) ก็มี

ฉะนั้น ในการเปล่งคำลาสิกขาของพระสงฆ์เรานี่ มันเปล่งได้หลายคำ “สิกขัง  ปัจจักขามิ, อัชชะตัคเค คิหีติ มัง สังโฆ ธาเรตุ” ข้าพเจ้าขอบอกคืนลาสิกขา ขอพระสงฆ์จงจำข้าพเจ้าว่าเป็นคฤหัสถ์ อันนี้เป็นภาษาชาวบ้านทั่วๆ ไป

          ถ้าบอกว่าศีลพระมาก ลาเป็นเณรดีกว่า “สิกขัง  ปัจจักขามิ, อัชชะตัคเค สามเณโรติ มัง สังโฆ ธาเรตุ” ข้าพเจ้าขอลาสิกขาจากการเป็นพระ ข้าพเจ้าขอเป็นเณร ก็ได้นะ ก็เป็นเณรโค่ง เณรอายุ 30-40-50 บางทีเขาเรียกหลวงพ่อเณรก็มีนะ มีเณรองค์หนึ่งอายุ 80 ท่านก็อยู่ของท่าน และไม่ใช่ว่าเพิ่งมาบวชนะ บวชมาเป็น 20-30 ปีแล้ว แต่ท่านอยู่ในวัดที่อยู่กลางป่า บนยอดเขา มันก็ไม่สะดวกในการรักษาศีลของพระ ท่านก็เลยเป็นเณร บางทีก็ปรุงอาหารกินอะไรบ้าง หุงข้าวกินเองบ้างเพราะไม่มีใครจะถวาย เอาข้าวสารมาให้ก็ต้มเองหุงเอง

ฉะนั้นการลาสิกขาของพระอาจจะเป็นคฤหัสถ์ธรรมดาชาวบ้านก็ได้ เป็นสามเณรก็ได้ และบางทีก็เจาะจงคฤหัสถ์ที่เป็นอุบาสกก็ได้นะ เป็นคฤหัสถ์ที่เป็นอุบาสกก็คือว่า บวชแล้วสิกขาไปแล้วออกไปเป็นมัคนายกหรือปู่จ๋านอยู่ใกล้ชิดกับพระสงฆ์ ทำหน้าที่ช่วยวัดวาอาราม เป็นมัคนายก เป็นไวยาวัจกร เรียกว่าเป็นผู้อยู่ใกล้ชิด ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา หรือสิกขาออกไปเป็นนักบวชต่างศาสนา เป็นอเจลก เป็นนิครนถ์ ถ้าปัจจุบันนี้ก็สึกออกไปเป็นบาทหลวงก็ได้ สึกออกไปเป็นอิหม่ามก็ได้ อย่างนี้เป็นต้น คือมันไม่ใช่เรื่องแปลกเลยนะ เพราะว่าเขาเหล่านี้หรือแม้แต่พวกเราด้วย เรายังไม่ถึงขั้นเป็นนักศึกษา ที่ว่าเป็นพระโสดาบันเป็นต้น เรายังไม่ใช่เป็นพระอรหันต์จบแล้ว

ฉะนั้น เวลาเรามาบวชเป็นพระ เป็นเณร เป็นชี เป็นโยคี จบแล้ว อันนี้เป็นการพูดแบบชาวบ้าน ปฏิบัติจบก็คือพระอรหันต์ นอกนั้นไม่มีใครปฏิบัติจบ ตั้งแต่พระอรหัตตมรรคจนถึงพระโสดาปัตติมรรคก็ยังศึกษาอยู่ แต่ว่ามีเป้าหมายที่ชัดเจนเลยว่าเป็นพระอรหันต์แน่ๆ ภายในวันนี้ เดือนนี้ ปีนี้ ชาตินี้ก็ว่าไป

แต่อย่างพวกเรานี่เป็นพวกเลาะอยู่ตามรั้วมหาวิทยาลัยนะ เลาะไปเลาะมาไม่ยอมเข้า ไม่ยอมศึกษา หรือจะศึกษาก็ศึกษาไปตามเรื่องตามราว อาจจะไปศึกษาแถวโรงเรียนกวดวิชาเข้ามหาวิทยาลัย อาจารย์มหาวิทยาลัยมาสอน ไม่ยอมเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ประเภทนี้เรียกว่ายังไม่ใช่นักศึกษา แต่ก็ยังดีที่ยังเรียนจบอนุบาล จบประถมต้น ประถมปลาย ที่เรียกว่าวิชาสามัญ เป้าหมายก็ต้องเข้าสู่มหาวิทยาลัย เข้ามหาวิทยาลัยของรัฐไม่ได้ก็เข้าของเอกชนไป เพราะเรียนสามัญศึกษา จบ ม.6 นี้สู้อาชีวะไม่ได้ ปวช. ปวส. ยังมีความรู้มีวิชาเอาไปประกอบอาชีพการงานได้ จบ ม.6 ล้วนๆ เขาไม่ค่อยรับกัน เว้นแต่เอาไปเป็นพนักงานเสิร์ฟพอได้ แต่เอาไปเป็นช่างไฟไม่ได้ เป็นช่างไม้ก็ไม่ได้ เป็นช่างประปาก็ไม่ได้ เพราะตัวเองไม่มีศาสตร์ ไม่มีศิลป์ ไม่มีความรู้วิชาที่จะเอาไปประกอบอาชีพ ถ้าเป็นอาชีวะ เข้าโรงครัวไปเป็นคนปรุงอาหาร เป็นกุ๊ก อะไรก็ว่าไปเพราะเขามีอาชีพเขาทำเป็น แต่จบ ม.6 ล้วนๆ นี่เอาไปเป็นเด็กเสิร์ฟได้อยู่ เพราะไม่ต้องทำอะไรมาก เด็กล้างถ้วยล้างจาน นี้เป็นการเปรียบเทียบนะ

ฉะนั้นพวกเรานี่ต้องมีเป้าหมายว่าจะต้องเป็นนักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัย จบสาขาไหน วิชาไหน เอกวิชาอะไร ป.ตรี ป.โท ป.เอก ก็ว่าไป ยังมีเป้าหมายว่าพอมีความรู้เฉพาะหน้า เฉพาะๆ ไป เป็นหมอ เป็นพยาบาล เป็นครูบาอาจารย์ก็ว่าไป นี้คือยังเรียกว่ามีเป้าหมาย แต่ถ้าเรายังอยู่ในระดับที่ว่า ม.ต้น ม.ปลาย ความรู้ยังพอมีอยู่ แต่ยังไม่ถือว่าจบปริญญา พอจบ ป.ตรี จึงถือว่าจบปริญญา ‘ปริญญา’ แปลว่ารู้รอบ ‘ปริ’ แปลว่ารอบ ‘ญา’ แปลว่ารู้ ปริญญาคือรู้รอบ รู้รอบเรื่องใดเรื่องหนึ่งตามศาสตร์ตามศิลป์ที่เราศึกษา นี้เขาเรียกว่าเป็นผู้คนที่ได้รับการศึกษาและจบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย อย่างนี้เป็นต้น

ทีนี้ถ้ามองในแง่ทางธรรม เสขธรรม เราก็ไม่ใช่ อเสขธรรมก็ไม่ใช่ ไม่ได้จบการศึกษา เราเป็นประเภทที่หัวมังกุท้ายมังกรนั่นแหละ ยังเอาอะไรไม่ได้ แต่ก็เป็นมหากุศล ฌานกุศล รูปฌานกุศล อรูปฌานกุศล มหากุศลทาน ศีล ภาวนานี่

สังเกตเวลาเราบำเพ็ญทาน รักษาศีล ภาวนาจบ ไหว้พระสวดมนต์จบ เราจะอธิษฐานกัน “อิทัง ทานะ กัมมัง นิพพานะ ปัจจะโย โหตุโน นิจจัง” ว่าทานที่ข้าพเจ้าทำ ศีลที่ข้าพเจ้ารักษา ภาวนาที่ข้าพเจ้าปฏิบัติ ขอให้ข้าพเจ้าถึงพระนิพพาน ก็เหมือนกับเด็กอนุบาลจนถึงประถมต้นประถมปลาย เป้าหมายก็คือต้องได้เรียนมหาวิทยาลัย ปัจจุบันนี้เรียกว่ารัฐก็เลยบังคับการศึกษาว่าอย่างน้อยคุณต้องจบ ม.3 อย่างนี้เป็นต้น ก็พอจะเอาตัวรอดได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าจะดีขึ้นก็ต้องสูงขึ้นไป แต่ภาคบังคับมันเท่านี้ หลังจากนั้นคุณต้องขวนขวายเอาเองนะ คือ ม.3 นี้หมายถึงว่าพอจะฟังคำสั่งของคนอื่นรู้เรื่อง นายจ้างสั่งให้เช็ดก็เช็ดเป็น สั่งให้ถูก็ถูเป็น เด็กปั๊มจับหัวจ่ายเป็น หรือเป็นยามก็พอเปิดประตูปิดประตูเป็น อย่างนี้เป็นต้น เราจะเอาแค่นี้มั้ย

แล้วถ้าเราประสงค์จะเอาละเอียดขึ้น มากกว่านั้นล่ะ ก็ต้องเข้าเรียนให้สูงกว่านั้นให้ได้ คนทำงานอะไรสำเร็จส่วนมากร้อยละ 90 ก็คือคนที่จบปริญญาเป็นต้น แต่คนอีก 10 เปอร์เซ็นต์จริงอยู่ที่เขาอาจจบแค่อ่านออกเขียนได้ ป.5 ป.6 อาศัยทักษะความสามารถเฉพาะตัวเป็นมหาเศรษฐีก็ได้ เจ้าของบริษัทใหญ่ก็ได้ แต่มันมีน้อยมาก แต่ว่าถ้าคนนั้นได้เรียนรู้มากพอสมควรถึงขั้นจบปริญญามันก็จะประสบความสำเร็จได้มากขึ้น ทำงานก็สตาร์ทได้ค่าตอบแทนสูงขึ้น เป็นการเปรียบเทียบทางโลกนะ

ฉะนั้นเมื่อเรามาสู่ทางธรรม เราจะเตรียมตัวเข้าเป็นนักศึกษา เราจะใช้อะไร ใช้วิธีไหนที่เราจะได้เป็นนักศึกษาที่ดี เข้าสู่ความเป็นนักศึกษา

…ทานพอมั้ย แค่ทำบุญสุนทาน จะเข้าสู่มรรคสู่ผลได้มั้ย เฉพาะทานเฉยๆ เราจะเอาแค่บุญทานเพื่อเข้าสู่มรรคสู่ผลมันไม่ได้ รักษาศีล 5 อย่างดี อยู่บ้านทำมาหากินไป อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนไป ทำมาหาเลี้ยงชีพสุจริตนะ พอมั้ยที่จะถึงมรรคผลนิพพานในชาตินี้ ..ก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน เอ้า! เจริญสมาธิภาวนา เจริญเมตตาภาวนา เพ่งกสิณ เจริญอานาปานสติเพื่อให้เกิดสมาธิ แม้ที่สุดจะได้ถึงฌานอภิญญา มันก็ไม่สามารถทำให้คนนั้นบรรลุผลได้ แต่ใกล้เข้าไปแล้ว มีศีลดี สมาธิดี แต่ถ้าเราเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เจริญวิปัสสนาภาวนาอย่างที่เรามาปฏิบัติกันนี้ ความจริงเป้าหมายของเขาก็คือบรรลุมรรคผลนิพพานนี่แหละ อย่างที่แม่ชีเจ้าหน้าที่นำ “..ด้วยสัจจะวาจานี้ขอให้ข้าพเจ้าได้บรรลุมรรคผลนิพพานด้วยเทอญ..” เหมือนกับเราได้ตั้งเป้าไว้ที่ความสิ้นอาสวะกิเลส จบการศึกษาอย่างที่ว่า หรืออย่างน้อยก็เป็นนักศึกษาน่ะแหละ แต่ถ้าเราไม่มีพื้นฐานบุญ พื้นฐานสติปัญญาที่ดี มันก็ยาก

เหมือนกับเจ้าหน้าที่ในมหาวิทยาลัย เป็นยามจนถึงเกษียณอายุ เขาก็ไม่ได้จบปริญญาตรีจนเกษียณ บางคนเจ้าหน้าที่นักการ ทำงานในมหาวิทยาลัยจนเกษียณ แต่ก็ไม่ได้ปริญญาตรีกับเขา เด็กนักศึกษาอยู่ 3-4 ปีเขาก็ไปแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ดูแลหอสมุดนะ เจ้าหน้าที่ระดับล่าง จัดหนังสือหนังหาจนเกษียณ เขาก็ไม่ได้ใช้ความรู้ในหนังสือนั้นอัปเกรดตัวเองให้เป็น ป.ตรี ป.โท ได้เลย เพราะเขาอยู่อย่างนั้นทำหน้าที่แค่จัดหนังสือ อยู่อย่างนั้นแค่ทำหน้าที่ล้างห้องน้ำห้องท่า อยู่อย่างนั้นทำหน้าที่แค่ปัดกวาดเช็ดถู อยู่อย่างนั้นแค่ทำหน้าที่กวาดถนนหนทาง อยู่อย่างนั้นมีหน้าที่แค่เปิดปิดประตูอาคาร

ชาวพุทธเราก็เป็นอย่างนั้นแหละ ขอเป็นยามไปทั้งชาติ ขอเป็นคนกวาดถนน ขอเป็นคนล้างห้องน้ำ ขอเป็นคนจัดห้องสมุด แต่ไม่ได้จับหนังสือของ ป.ตรี ป.โท มาอ่านเลย ไม่มีการอัปเดตตัวเองจนเกษียณราชการ เหมือนกับเราเป็นชาวพุทธตั้งแต่เกิด ตั้งแต่รู้ความ พ่อแม่ใส่ชื่อให้เป็นชาวพุทธในหนังสือสูจิบัตร ช่องศาสนาเราได้สิทธิพิเศษเป็นชาวพุทธตั้งแต่เรายังไม่รู้เดียงสา ยังพูดไม่ได้สักคำก็ได้เป็นชาวพุทธแล้ว แต่เด็กพุทธประเภทนี้ก็ไม่รู้จักเรื่องศาสนา โตขึ้นมา 2-3 ขวบ ไปฝากเนอสเซอรี่คริสเตียน ป.1 ก็คริสเตียน ป.5 ก็คริสเตียน ม.1 ก็คริสเตียน ม.3 ก็คริสเตียน ม.6 ก็คริสเตียน ป.ตรี ป.โท ป.เอก ต่างประเทศ ก็คริสเตียน แล้วก็บอกว่าฉันเป็นชาวพุทธ คนประเภทนี้ก็จะเป็นชาวพุทธแบบมีอีโก้สูง มองไม่เห็นหัวพระ เพราะรู้ว่าพระองค์นี้มาจากลูกชาวไร่ชาวนาชาวสวน ชาวชาติพันธุ์บนดอยบนเขา ถ้าพ่อแม่ไม่ตายก็ไม่กราบพระหรอก ขออภัย..แต่บางคนเป็นอย่างนั้นจริงๆ คนปัจจุบันหัวก้าวหน้าทั้งหลาย ก็ไม่เชื่อเรื่องบาปเรื่องบุญ เรื่องคุณเรื่องโทษอะไรทั้งนั้น

คุณภาพของชาวพุทธเรา สภาพทางจิตใจ ความเชื่อความศรัทธา ความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เป็นประเภทไม่เข้าถึงพระธรรมเป็นส่วนมาก

มีไหมลูกของดอกเตอร์ ลูกของผู้มีอันจะกิน ลูกของผู้มีความรู้ดี เฉลียวฉลาดปราดเปรื่อง ส่งมาบวชเป็นเณรเลย ให้เป็นหลวงพ่อเจ้าคุณ พระครู เจ้าอาวาสสักองค์ …ยากมากนะ

เมื่อกี้เณรน้อยมาลา พ่อพามาลา ถามเณรว่า

“ทำไมต้องลาล่ะ”

“ก็หลวงปู่ทองให้บวช 7 วันครับ”

“ก็หนูบวชให้ตัวเองอีกสักวันไม่ได้หรือ”

 “ไม่เอาครับ”

“ ให้พ่อให้แม่อีกสักสองวันไม่ได้หรือ”

 “ไม่ครับ ก็หลวงปู่ทองบอกให้บวชแค่ 7 วันครับ”

เออ..บวชเพราะหลวงปู่ทองประกาศิตไว้ว่าอายุ 7 ขวบต้องบวชนะ พ่อแม่ก็ต้องยอมเอาลูกมาบวช กลัวว่าถ้าไม่บวช ลูกตัวเองเป็นอะไรไป ไม่เชื่อคำพูดของหลวงปู่ จะทำให้ลูกเราเป็นอย่างนี้ กลัวคำพูดของครูบาอาจารย์ที่มีศีลมีธรรมศักดิ์สิทธิ์ใช่มั้ย กลัวลูกตัวเองเป็นอะไรไป ตัวเองจะมานั่งเสียใจภายหลังว่า 7 วันสละชีวิตลูกไว้ในพระศาสนาก็ไม่ได้ ต้องเสียลูกไปทั้งชีวิต กลัวใช่มั้ยถึงเอามาบวชน่ะ อย่างนี้เป็นต้น เปรียบเทียบให้เป็นตัวอย่าง แต่ว่าเด็กยังไม่รู้เรื่องอะไรเท่าไหร่ แต่พ่อแม่รู้แล้วว่าควร ก็เลยต้องให้เด็กเข้ามา ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ก็ไม่เป็นไร ให้เขาได้กราบไหว้พระ สวดมนต์ภาวนา ให้เป็นอุปนิสัย

เรากำลังเป็นประเภทเตรียมตัวเข้าศึกษา เราจะมีวิธีอย่างไร วิธีสายตรง มันไม่มีทางลัด ทางสายนี้สายเดียว “เอกายะโน ยัง ภิกขะเว มัคโค” พระพุทธเจ้าตรัสว่า ทางสายนี้เป็นทางสายเอกสายเดียว ไม่มีทางลัด แต่มันอาจจะคดโค้งไปแต่ยังไงมันก็ต้องเป็นทางสายนี้ เหมือนถนนจากเชียงใหม่ไปลำปางมันไม่ตรง จากเชียงใหม่ไปแม่ฮ่องสอนยิ่งไม่ตรงคดโค้งมาก ทางสายนี้ทางสายเดียวที่จะทำให้เราสู่จุดมุ่งหมายคือเป็นนักศึกษา เราต้องเดินทางสายนี้คือสายวิปัสสนานี้ หมายถึงว่าเราจะเดินทางสายนี้ ถ้าเราจะลงกรุงเทพฯ สายหลักก็คือพหลโยธิน แต่เราจะเริ่มสู่พหลโยธินก็ต้องไปเริ่มที่จังหวัดลำปาง เชียงใหม่ไม่ใช่พหลโยธิน แต่เราต้องขับรถไปสายนี้ สายเชียงใหม่-ลำปางก่อน พอไปถึงลำปางก็ถึงพหลโยธิน จากลำปางไปตาก จากตากไปกำแพงเพชร ไล่ไปตามลำดับ นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี อยุธยา เข้ากรุงเทพฯ ได้

ไกลไหม? ..ก็ไกลนะ ใช้เวลาหลายชั่วโมง อันนี้สรุปมรรคเหมือนถนนนะ ทางสายนี้ที่จะนำพาเราไปเป็นนักศึกษา ที่เราจะได้เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยชีวิต มหาวิทยาลัยที่ต้องศึกษาสัจธรรม-ความจริงของชีวิต เราต้องเดินทางสายนี้คือ เจริญสติปัฏฐาน วิปัสสนาตามแนวสติปัฏฐาน 4 นี้ ส่วนจะไปถึงเมื่อไหนอย่างไรนั้น มันเป็นเรื่องของความสามารถ จะไปอย่างไร ไปให้ถึงเป้าหมาย ไปซื้อรถมือ 3 มือ 4 ขับไปกรุงเทพฯ ไม่ได้เช็ครถเลย มันอาจจะไปถึงแค่ลำพูนแล้วก็ตาย รถดับข้างทาง ถามว่าทางสายนี้ไปกรุงเทพฯ ไหม – มันก็ไปนะ แต่มันไปได้แค่ลำพูน เพราะรถมันเก่าแก่เต็มทีแล้วยังไม่เช็ครถด้วย พอสปีดขึ้นบนดอยก็จบเลย เป็นการเปรียบเทียบว่า ถ้าเราอยากจะไปก็ต้องดูรถของเราด้วย อย่างนี้เป็นต้น

อย่างเด็กปั่นจักรยานพลาสติก มันก็ไปไม่ถึงไหน ถ้าเป็นจักรยานของนักปั่นมันก็อาจไปถึง แต่ก็มีเงื่อนไขเหมือนกัน ความเตรียมพร้อม เราต้องดูตัวเอง ยานพาหนะของเราเป็นแบบไหน แบบของเล่นเด็กๆ หรือเก่าคร่ำคร่า อย่างโยมบางคนก็นั่งวีลแชร์มา อยากทำบุญสุนทาน ต้องให้ลูกหลานประคองวอล์คเกอร์มา มันก็ไปได้แค่นั้น

แล้วคนที่มีความพร้อมล่ะ แข็งแรงพอ เข้มแข็งพอ สุขภาพจิตดีพอ ไม่ใช่มีโรคสารพัด เบาหวาน ไขมัน โรคหัวใจสารพัด แล้วมาภาวนา มันลำบากมาก

ฉะนั้นเราต้องมีความรู้สึกว่าพร้อม กาย ใจ สติปัญญา ความรู้ความสามารถ สภาพร่างกาย กายภาพของเราดีมั้ย หูตาจมูกลิ้น อวัยวะน้อยใหญ่สมบูรณ์มั้ย เดินสะดวกมั้ย นั่งสะดวกมั้ย อย่างพระใหม่บางคน ชั่วโมงก็ไม่ได้เพราะผ่าตัดมา นั่งนานไม่ได้ เดินนานไม่ได้ ความบกพร่องมันมี มันก็ไม่สะดวก มันมีเงื่อนไข

ถ้าเรามีความพร้อมทุกอย่าง พร้อมทางกายภาพ จิตใจ ความศรัทธามีมั้ย มีปัญญาดีมั้ย ได้ศึกษาเล่าเรียน ประพฤติปฏิบัติกี่มากน้อยเท่าไหร่ มันต้องมีองค์ประกอบหลายๆ อย่าง ถ้าองค์ประกอบพร้อม ความเตรียมพร้อมมันมี ก็เหลือแต่ความเพียรแล้ว 

อย่างที่ว่าเชียงใหม่ไปกรุงเทพฯ 600 กว่ากิโล พอเพียรไป 300 พอแล้ว มันก็ไม่ถึงกรุงเทพฯ ไปแค่ตาก ถ้าเพียรไปถึง 400 ก็อาจถึงกำแพงเพชร 500 ก็อาจถึงนครสวรรค์ แต่ก็ยังไม่ถึงกรุงเทพฯ อยู่ดี ต้องมีความเพียรถึงที่สุด ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า 7 ปีที่เราสวดสติปัฏฐาน 7 ปี 6 ปี 5 ปี ถึงอย่างน้อยที่สุด 7 วัน ก็เหมือนกับว่าเราเดินทางพิเศษใช้เครื่องบินไปใช้เวลาชั่วโมงหนึ่ง เตรียมตัวที่สนามบินอีก 2 ชั่วโมง ไปถึงสนามบินแล้วกว่าจะนั่งรถออกมาเข้าใจกลางกรุงเทพฯ อีก 1-2 ชั่วโมง ไปๆ มาๆ 5-6 ชั่วโมง นี่เราเปรียบเทียบนะ

เมื่อเราเข้ามาสู่วัดแล้ว เตรียมตัวเตรียมใจแค่ไหน อย่างเรามาบวช ไม่ใช่ว่ามาเช้านี้ บวชบ่ายนี้ มันบวชได้ไหม-มันก็ได้ แต่ท่องไม่ได้ คุกเข่ายังไม่ไหว มันภูมิใจมั้ย พ่อแม่พี่น้องล้อมหน้าล้อมหลัง นาคเราท่องคำบวชคำหนึ่งก็ไม่ได้ ทุกคำต้องสอน มันก็ไม่ภูมิใจ แต่นี่เราท่องกันเองได้ นั่งปกติได้ พ่อแม่พี่น้องก็ภูมิใจ มันต้องสร้างความพร้อมให้ตัวเองด้วย

กรรมฐานก็เหมือนกัน เราต้องมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ เราเรียนรู้กรรมฐานนี้เพื่ออะไร อย่างที่บอกแล้วว่าเพื่อที่เราจะได้สู่ความเป็นนักศึกษาตามหลักธรรม เรียกว่าความเป็นพระโสดาบันเป็นต้นไปจนถึงพระอรหันต์ เรียกว่าเป็นนักศึกษา เป็นพระนักศึกษา ศึกษาเพื่อรู้อริยสัจธรรม ว่านี้คือทุกข์ นี้คือเหตุให้เกิดทุกข์ นี้คือความดับทุกข์ นี้คือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ นี่เราศึกษาเรื่องอริยสัจ 4

อริยสัจ 4 ที่เราศึกษานี่ ศึกษาที่ไหน-ก็ศึกษาที่กายที่กว้างศอก ยาววา หนาคืบ มีใจครองนี่แหละ ดูที่กายที่ใจของเรานี้ แต่โยคีก็จะมาพูดว่า อยากจะทำนั้น อยากจะรู้นั้น อยากจะเรียนนั้น อยากจะทำบุญอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วการเดินหนึ่งก้าวมันไม่ได้บุญหรืออย่างไร คุณต้องเดินไปตลาดซื้อของมาทำบุญ ความจริงแล้ว แค่เพียงเราเดินอย่างมีสติหนึ่งก้าวก็ได้บุญอยู่แล้ว แต่เพราะเรามีความรู้สึกว่าอยากจะได้บุญทาน อยากได้บุญนั้นบุญนี้ เราต้องเดินไปอีกหลายก้าวหลายเงื่อนไข จึงจะได้สิ่งนั้นสิ่งนี้มาทำบุญ ความจริงแล้วทุกก้าวย่างที่เราเดินมันได้บุญอยู่แล้ว แต่บุญนี้เราเรียกบุญภาวนา

เราหายใจเข้าหายใจออกอย่างมีสติก็ได้บุญอยู่แล้ว ไม่ต้องไปวิ่งหาบุญที่ไหนเลย หมายถึงว่าเมื่อเราเข้ามาสู่วัดปฏิบัติอย่างนี้แล้ว บุญที่เราจะเอาเป็นกอบเป็นกำ ปฏิบัติเพื่อเอาเป็นกอบเป็นกำนะ ไม่ต้องไปลงทุนหาบุญที่ไหนเลย หาบุญที่กายที่กว้างศอกยาววาหนาคืบที่มีใจครองนี่แหละ ดังที่อาจารย์ได้กล่าวบ่อยๆ ว่า เอาตัวเราเป็นเนื้อนาบุญของเรา

เราเอาการเดิน ยืน นั่ง นอน การหายใจเข้าออกของเรานี่มาเป็นที่ตั้งของบุญ บุญนี้เราเรียกบุญภาวนา

ฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องใช้ในการทำบุญก็คือกายที่กว้างศอกยาววาหนาคืบและใจที่ยังมีสุขทุกข์นี้แหละ เอามาเป็นที่ตั้งของบุญภาวนา หมายถึงว่าเอามาเป็นปัจจัยให้เราเข้าถึงความเป็นนักศึกษา คือเข้าถึงมรรคถึงผลต่อไปในวันข้างหน้า แม้ว่าจะอธิษฐานขอให้เราเข้าถึงมรรคผลนิพพาน แต่เราไม่ได้เตรียมเข้าถึงจุดนี้เลย มันก็ยากที่จะเข้าถึง มีอย่างเดียวคือเราต้องเอาตัวเราเองเข้าถึง

มีสาวกของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง แต่ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ขอให้พระพุทธองค์จงช่วยให้หม่อมฉันพ้นจากทุกข์ด้วยเถิด พระองค์ก็ตรัสว่า เราไม่สามารถช่วยท่านพ้นจากทุกข์ได้ ท่านต้องช่วยตัวเอง คือเราต้องช่วยตัวเองมันจึงจะเข้าถึงความพ้นทุกข์ได้

ฉันใดเวลาเราเป็นนักปฏิบัติ จริงอยู่ที่เราปรารถนาอธิษฐาน ขอบุญของครูบาอาจารย์ ขอหลวงพ่อหลวงปู่ ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มาเป็นแรงบันดาลใจช่วยให้เราได้รู้ได้เห็นได้มีกำลังใจปฏิบัติ มันก็พูดได้นะ แต่นั่นก็เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้เราเอง ว่าเราจะได้เดินได้นั่งได้ทำได้ ก็ต้องอาศัยแรงบันดาลใจคือความศรัทธาเลื่อมใสเป็นต้น ก็ทำให้เราสามารถอยู่ต่อไปได้ สู้กับมันได้ แต่มันเป็นแค่แรงบันดาลใจได้ แต่ไม่ใช่หมายความว่าพ่อแม่ครูบาอาจารย์เหล่านั้นจะมาช่วยยกเราให้พ้นจากทุกข์ได้เลยถ้าเราไม่ทำของเราเอง สำคัญอยู่ที่ว่าเราจะต้องลงทุนลงแรงด้วยตัวของเราเอง

การที่เราจะเข้าสู่ปีใหม่วันพรุ่งนี้ วันพญาวันหรือวันเถลิงศก เราจะเข้าสู่อย่างไรให้มันมีค่า ก็คือว่า เราจะต้องเอาตัวเราเป็นที่พึ่งแก่เราให้ได้ โตแล้ว ชีวิตผ่านไปหนึ่งปีแล้ว เรารอดตายมาได้ เราจะดำเนินชีวิตตั้งแต่วันพรุ่งนี้ไปเพื่อที่จะถึงปีหน้าอีก 365 วัน จะนับอย่างไรก็แล้วแต่ ถ้ามันครบรอบชีวิตของวันที่เราตั้งไว้ หรือเราจะตั้งไว้ที่วันเกิดของเรา ครบรอบวันเกิดก็ครบรอบปีใหม่ของเรา ปีใหม่ของชีวิตเรา จึงต้องทำบุญวันเกิดหน่อย เพราะเราได้มีโอกาสใช้ชีวิตครบรอบมา 365 วัน นี่คือวันเกิดของเรา ปีใหม่ของเรา ฉะนั้นเราจะทำอย่างไรให้มันได้ประโยชน์ที่มีพลังบุญขับเคลื่อนช่วยชีวิตของเราให้ดีขึ้น เราก็ต้องทำบุญสุนทานกัน ทำประโยชน์เกื้อกูลกัน วัดเรายังดีที่ว่า หนึ่ง-ทานก็ยังทำได้ สอง-รักษาศีลก็ยังรักษากันอยู่ในฐานะนักบวช เป็นโยคี สาม-ก็คือภาวนา เราได้ฝึกฝนอบรมภาวนา หายใจได้บุญ เดินได้บุญนั่งได้บุญ เมื่อตาเห็นหูได้ยินก็ได้บุญ เจ็บปวดเมื่อยล้าก็ได้บุญ ทุกข์ก็ได้บุญสุขก็ได้บุญ ได้บุญอย่างไร? คือเราเอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นที่ตั้งของสติ โดยเอาสติไปกำหนดรู้ หรือศึกษาอาการ สติสัมปชัญญะที่เข้าไปศึกษาอาการของกายของใจนั้นเพื่อไม่ให้เกิดกิเลสอกุศล โลภโกรธหลงมันไม่เกิดขณะใด ขณะนั้นมันก็เป็นมหากุศลหรือเป็นบุญในความหมายของบุญภาวนานี้

ฉะนั้นเรามีโอกาสเท่าไหร่เราก็ทำให้มากเท่านั้น แต่มันมีเหตุมีปัจจัยอุปสรรคนะ มีโยคีฝรั่งคนหนึ่ง ทุกวัน 12-13-14 ชั่วโมงต่อวัน เพราะไม่ต้องสวดมนต์ทำวัตรอะไรกับเรา ตื่นขึ้นมาก็ทำ แต่วันนี้เกิดอัศจรรย์ แกบอกว่าหลังจากสอบอารมณ์ มันง่วงหลับรวดเดียว 13 ชั่วโมงครึ่ง ปฏิบัติได้ 1 ชั่วโมงครึ่ง แปลกมากขนาดปฏิบัติมาเกือบ 20 วัน แต่เมื่อวานไม่รู้อะไรเป็นเหตุ ง่วงจนไม่รู้จะทำยังไง แต่เขาไม่โกหกตัวเอง ก็ไม่เป็นไร ให้ทำต่อ นี่เขาเรียกเป็นสภาวธรรม เงื่อนไขมันเกิดขึ้นอย่างนี้ ทำให้เขาไม่ได้กินข้าวเมื่อได้หลับ ก็ไม่ตำหนิเขา มันเป็นสภาวะที่เกิดได้

ก็ดีเหมือนกัน นั่งง่วงก็ดีกว่านั่งหลับ นั่งหลับก็ดีกว่านอนหลับ นอนหลับก็ดีกว่านอนไม่หลับ แต่ถ้าหลับมากเกินไปก็ไม่ดีอย่างที่ว่า มันเสียการภาวนา ฉะนั้นเราเอาอะไรแน่นอนกับมันไม่ได้ แต่เมื่อใดที่เรามีสติสัมปชัญญะระลึกรู้ขึ้นเมื่อใด เราสามารถที่จะเจริญสติได้เมื่อนั้น นี้คือบุญภาวนาไม่ต้องเลือกอารมณ์ สถานที่ บุคคล กาลเวลา เรากำหนดรู้ด้วยสติ ด้วยสมาธิปัญญาขณะใดเราก็ได้บุญขณะนั้นแหละ นี้เป็นข้อคิดสำหรับพวกเราในคืนนี้ เพื่อว่าพรุ่งนี้จะได้เป็นวันสำคัญแห่งการก้าวสู่วิถีแห่งปีใหม่ที่น่ายินดี คือทำชีวิตของตัวเองให้ใหม่ ทำกายวาจาใจของตัวเองให้ใหม่ ทำจิตใจของเราให้ผ่องใส

อย่างพรุ่งนี้ลูกเณรจะได้รับบิณฑบาตจากญาติโยมหมู่ใหญ่ ดังนั้นต้องบิณฑบาตด้วยใจที่มีศีลมีธรรมรองรับใจ ศรัทธาญาติโยมก็ได้ทำบุญสุนทานกับพระสงฆ์องค์เณรที่มีศีลมีธรรมที่ประพฤติปฏิบัติ โยมก็ได้เนื้อนาบุญที่ดี และเราเองก็มีสัมมาทิฏฐิ มีสติปัญญาดี ทานของเราก็เป็นทานที่ประกอบไปด้วยปัญญาเป็นฐาน ความศรัทธาเป็นฐาน ทานของเราก็มีอานิสงส์มาก เรียกว่าผู้ให้ก็มีศรัทธาดี มีจิตบริสุทธิ์ ตั้งใจทำ ไม่ได้ฝืนใจทำ ทำด้วยศรัทธาของตน ผู้รับก็มีใจสะอาดพอระดับหนึ่งรับบุญของญาติโยมที่ดี หลังจากนั้นเราก็จะแผ่บุญกุศลไปให้พ่อแม่พี่น้อง ปู่ยาตายาย ญาติสนิทมิตรสหาย เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ที่เกี่ยวข้องกับเราด้วยประการใดก็แผ่บุญกุศลให้ท่าน ถือว่าปีใหม่เรามาอยู่ที่วัด ไม่ได้ไปกราบไปไหว้ขอศีลขอพรพ่อแม่ เราก็ส่งกระแสจิตที่ดีนี้ให้ท่านได้ หรือจบโครงการนี้ก็ไปไหว้ท่าน ขอศีลขอพรได้ตลอดเดือนเมษานี้ นี้ก็เป็นบุญ

แต่เราจะให้รางวัลแก่พ่อแม่ แก่ครอบครัวเรา แก่สามีภรรยา แก่ลูกหลานเรา ที่ดีก็คือ เราต้องทำตัวเราให้เป็นคนมงคล ทำอย่างไรล่ะ วัตถุมงคลต้องปลุกเสก เราก็ต้องเสกเองนะ สวดเอง ปรกเอง ใส่ธรรมะเข้าไป ก็จะเป็นคนมงคล ไม่ได้อะไรก็เอาคนมงคลกลับบ้าน มงคล 38 จึงไม่ใช่รูปวัตถุ แต่เป็นเรื่องของคุณธรรม จิตใจ ดังนั้น เราเอาของดีเข้าบ้าน เป็นคนที่ไม่มีเคราะห์ ไม่มีเวรไม่มีภัย ชำระล้างหมดแล้ว กลับบ้านก็เริ่มต้นวิถีชีวิตใหม่กันต่อไป

นี่้เป็นข้อคิดเตือนใจพวกเราทั้งหลายว่าเราจะดำเนินชีวิตในปีใหม่ เข้าสู่ปีใหม่ของเราอย่างไรจึงจะก่อให้เกิดเป็นมงคลชีวิตกับตนเองกับหมู่คณะกับสังคม บ้านเมืองเราจะสงบร่มเย็นเป็นสุขได้ก็ไม่ใช่อื่นใด ก็คนในประเทศชาติบ้านเมืองสังคมอยู่ด้วยกันมองกันอย่างเป็นพี่เป็นน้องฉันมิตรฉันเพื่อนแผ่นดินเดียวกัน นี้แหละจะทำให้บ้านเมืองเราสงบสุขได้ ก็ด้วยอาศัยความมีศีลมีธรรมของคนทุกคน ตั้งแต่ผู้บริหารประเทศชาติจนถึงประชาชนทุกคนที่มาอยู่อาศัยบนผืนแผ่นดินนี้ สรุปสั้นลงไปก็ในวัดนี้เป็นต้น

จึงขออำนวยอวยพรให้พวกเราทุกท่าน ให้เตรียมตัวเองเข้าไปสู่ทางแห่งความเป็นนักศึกษาอันสมบูรณ์ คือวิปัสสนาที่จะสู่มรรคสู่ผลสู่พระนิพพานเป็นที่สุด ขอพลังบุญนี้จงเกื้อกูลเราทั้งหลายให้เจริญปัญญา ศีล สมาธิ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ให้ได้พ้นทุกข์พ้นโศกพ้นโรคพ้นภัย แผ่บุญกุศลนี้ไปถึงบิดามารดา ปู่ย่าตายาย มิตรสหายพี่น้อง เทพเทวาอารักษ์ พ่อเกิดแม่เกิด เจ้ากรรมนายเวร สรรพสัตว์น้อยใหญ่ ให้มีส่วนร่วมปัตตานุโมทนาในทานศีลและภาวนาที่เราได้กระทำบำเพ็ญนี้ ขอให้ท่านเหล่านั้นจงมีความสุขพ้นจากทุกข์จงทุกประการ และพลังบุญกุศลนี้จงเป็นพลังอานิสงส์บุญเกื้อกูลเราให้เข้าสู่ทางแห่งมรรคผลและพระนิพพานเป็นที่สุด  เพื่อความดับทุกข์บังเกิดผลแก่พวกเราทั้งหลายจงทุกถ้วนหน้ากันด้วยเทอญ.

✯¸.•´*¨`*•✿ ✿•*`¨*`•.¸✯

หมายเหตุ: เทศนาธรรมเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2565 ณ วัดร่ำเปิง (ตโปทาราม)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *