ทางแห่งความสวัสดี

พระภาวนาธรรมาภิรัช
พระภาวนาธรรมาภิรัช

(สุพันธ์ อาจิณฺณสีโล)

คำว่า “สวัสดี” มาจากคำบาลีใช้ว่า “โสตฺถิ” ดังที่เราได้สวดกันในสัพพมงคลคาถาว่า

ขอสรรพมงคลจงมีแก่ท่าน
ขอเหล่าเทพเทวดาทั้งหลายจงรักษาท่าน
ด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้าทั้งปวง
ด้วยอานุภาพของพระธรรมเจ้าทั้งปวง
ด้วยอานุภาพของพระสังฆเจ้าทั้งปวง
ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านในกาลทุกเมื่อ

ความสวัสดีนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนเทวดาชื่อ สุพรหมเทพบุตร ซึ่งเป็นเทวดาที่ชอบความสนุกสนานเฮฮาอยู่ในสวรรค์ จนวันหนึ่งมีเหตุให้ปรากฏกับตนว่าต้องตายจากเทวโลก และต้องไปเกิดในนรกเพราะมัวแต่เล่น

อะไรเป็นเครื่องบ่งบอกว่าเทวดาจะสิ้นบุญ
  1. ดอกไม้ทิพย์ที่ประดับกายเหี่ยวแห้ง
  2. ผ้าทิพย์หรือเครื่องนุ่มห่มเศร้าหมอง (มีสีที่หมอง รัศมีไม่เปล่งปลั่ง)
  3. ผิวพรรณเหี่ยวย่น อาการแก่ออกปรากฏ
  4. เหงื่อไคลออกจากรักแร้ ปกติร่างกายเทวดาจะสะอาด ไม่มีเหงื่อไคล ผิวพรรณผ่องใส
  5.  มีจิตใจกระสับกระส่าย กังวล มีความกลัวเกิดขึ้น

สุพรหมเทพบุตรจึงไปหาพระสักกะเทวราชขอเป็นที่พึ่ง พระองค์ก็บอกว่า เราก็เป็นที่พึ่งแก่เธอไม่ได้ นอกจากมีพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ซึ่งตัวสุพรหมเทพบุตรนั้นไม่เคยได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรมเลย แต่เมื่อหมดที่พึ่งจึงต้องไปขอเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลว่าข้าพระองค์ไม่รู้จะไปพึ่งผู้ใดแล้ว นอกจากพระองค์ที่จะปกป้องคุ้มครองรักษา แต่พระองค์ได้ตรัสแสดงไว้ว่า

เรามองไม่เห็นสิ่งใดจะเป็นที่พึ่งแก่สัตว์โลกได้ นอกจากธรรม 4 ประการ คือ

    1. โพชฺฌา หรือโพชฌงค์ (ปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้) คือพระองค์มองไม่เห็นว่าอะไรจะเป็นที่พึ่งแก่สัตว์โลกได้ นอกจากปัญญาของมนุษย์เป็นที่พึ่งที่ดี
    2. ตปสา หรือตบะ (ความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส)
    3. อินฺทฺริยสํวรา หรืออินทรียสังวร (สติ)
    4. สพฺพปฏินิสฺสคฺคา หรือการปล่อยวางทุกสรรพสิ่ง

ถ้าเรามีธรรม 4 ประการนี้ คือ ปัญญา ความเพียร สติ การปล่อยวาง เราจะประสบกับความสวัสดี

จึงขอถือพุทธภาษิตของพระพุทธเจ้าเป็นคำอวยพรปีใหม่แด่ทุกท่าน ปีใหม่นี้ก็ขอให้อาศัยธรรมะของพระพุทธเจ้า 4 ประการนี้เป็นของขวัญในการดำเนินชีวิต กล่าวคือ

(1)  ใช้ปัญญาในการดำเนินชีวิต

ปัญญาก็มีหลายระดับ เช่น สุพรหมเทพบุตรเมื่อรู้ว่าจะต้องตายดับขันธ์จากเทวดา เป็นอุปปาติกะสัตว์ คือสัตว์ที่ตายแล้วไม่มีสรีระ ไม่มีซากศพ แล้วพวกเราจะเอาปัญญาอะไรมาใช้ในการปิดประตูอบายกัน? ปัญญาอ่านหนังสือ ก็คงจะปิดประตูอบายไม่ได้ แต่ปัญญาที่จะปิดประตูอบายได้ ในวิปัสสนากรรมฐานของเราก็คือ ปัญญาในโสดาปัตติมรรค ต้องเป็นปัญญาที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของวิปัสสนาญาณ คือบรรลุถึงโสดาปัตติมรรค

แล้วปัญญาในโสดาปัตติมรรคเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ก็เกิดขึ้นได้จากการที่เราเจริญสติปัฏฐาน หรือที่เรียกว่า เจริญวิปัสสนา เพราะวิปัสสนาเป็นปัญญาเห็นแจ้ง เราต้องมีปัญญาเห็นแจ้งในความจริงของชีวิต

ความจริงของชีวิตที่เราเรียกว่ากายใจนี้ รูปนามนี้ เกิดขึ้นก็ด้วยเหตุ ดับไปก็ด้วยเหตุ ตั้งอยู่ได้ก็ด้วยเหตุ เหตุเกิด ผลก็เกิด เหตุดับผลก็ดับ เข้าใจเหตุและผลของชีวิต เข้าใจธรรมที่เป็นเหตุ เข้าใจธรรมที่เป็นผล

เย ธมฺมา เหตุปปฺภวาฯ
ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ

ธรรมทั้งหลายก็คือ ชีวิตเราทั้งหมดนี้เกิดแต่เหตุ เหตุคือกรรมดี บุญดี เพราะเหตุนั้นจึงเป็นผลให้เรามีชีวิตอย่างนี้ เพราะคิดดี ศรัทธาดี ความระมัดระวังดี ความใส่ใจดี จึงมาถึงจุดนี้ได้ เราต้องสร้างเหตุให้ส่งผล

เมื่อเราต้องการที่จะปิดประตูไปสู่อบาย ก็ต้องสร้างปัญญาที่เป็นวิปัสสนาญาณ วิปัสสนาญาณตัวนี้จะป้องกันไม่ให้เราเข้าไปยึดถือยึดมั่นว่า เป็นเขาเป็นเรา เป็นตัวเป็นตน คือแยกแยะ เข้าใจถึงหลักของเหตุผล เข้าใจเรื่องของไตรลักษณ์ เข้าใจเรื่องของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เข้าใจความเป็นจริงของโลก เข้าใจความเป็นจริงของชีวิตเราทุกคนว่า ทุกสรรพสิ่งยอมมีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นธรรมดา ถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้ จะทำให้เรานั้นสามารถยึดความละมั่นถือมั่นว่า เป็นตัวเป็นตน เป็นเขาเป็นเรา เป็นสัตว์เป็นบุคคลได้ เกิดสัมมาทิฏฐิ ตั้งแต่นามรูปปริจเฉทญาณ มีปัญญาสามารถแยกรูปแยกนามได้ว่า ที่เราเรียกชายหญิง แท้จริงก็คือธรรมะ แค่สักแต่ว่าธรรม สักแต่ว่ารูป สักแต่ว่านาม เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นธรรมดา

ทุกสรรพสิ่งมันผันแปร เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเราเข้าสู่ภาวะแห่งการเป็นผู้ปฏิบัติธรรม ก็ให้เราทั้งหลายได้ใช้เวลาที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ เพราะเวลาที่ผ่านไปแล้วมันหวนกลับคืนไม่ได้ ช่วงชีวิตช่วงวัยของเรามันผ่านไปแล้วก็หวนกลับคืนไม่ได้ ฉะนั้น ปัญญาที่จะป้องกันไม่ให้เราไปตกอบาย ที่เรียกว่า ปัญญาในอริยมรรค ในโสดาปัตติมรรค หรือโสดาปัตติมรรคญาณ ปัญญาตัวนี้สามารถตัดมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด ตัดความสงสัย วิจิกิจฉา อวิชชา โมหะ ในพระรัตนตรัยได้ เพราะได้ประจักษ์ด้วยตัวเองแล้วว่า มรรค ผล นิพพาน นั้นมีอยู่จริง

ฉะนั้น ปัญญาในมรรคนี้ก็เริ่มขึ้นที่ปัญญาในรูปนาม ปัญญาที่เกิดขึ้นกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อเรามีปัญญา รู้เท่าทันรูปนามที่เป็นปัจจุบันขณะ ที่เดินอยู่ นั่งอยู่ จะเป็นปัญญาที่จะสะสมให้เกิดการรู้จักกายใจ รูปนาม ตามความเป็นจริง ซึ่งกายใจนี้ก็เป็นไตรลักษณ์ดังที่กล่าวมาแล้ว คืออนิจจัง ความไม่เที่ยง เราจะเห็นมันทีละน้อย

การที่เราได้เข้าใจสัจธรรมว่าเป็นเช่นนี้แหละ ความผันแปร แปรปรวน เสื่อมสลาย

เราควรเพิ่มปัญญาเพื่อความก้าวข้ามทุกข์ของตนหรือทุกข์ในสังสาระ ซึ่งก็คือ ปัญญาในวิปัสสนาญาณ ให้เราเจริญปัญญาให้เห็นพระไตรลักษณ์ด้วยปัญญาภาวนา ไม่ใช่คิดหรือฟัง แต่มุ่งหมายถึงรู้ชัด รู้แจ้งด้วยการลงมือทำให้เห็นประจักษ์ว่า รูปนามขันธ์ห้านี้ มันไม่ใช่ตัวตนจริงๆ จากการที่เราเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ด้วยภาวนา จะเป็นตัวที่ทำให้เราก้าวข้ามทุกข์ในอบายได้ ก็อยู่ที่เราบรรลุถึงธรรมนั้น

(2)  ความเพียร

ธรรมะอันที่สองที่ทำให้เราประสบความสวัสดี ไม่ประสบความวิบัติ ก็คือ ความเพียร หรือ ตบะ ต้องมีความขยัน เพียรที่จะเอาชนะชำระล้างกิเลส ความโลภโกรธหลงทั้งหลาย ต้องใช้ความเพียร ความพยายาม ความบากบั่น ตบะ แปลว่า ความเพียรเผากิเลส วิริยะ แปลว่า ผู้ชนะ

วิริยะธรรม คือธรรมที่ทำให้เราชนะ เราจะชนะอะไรก็ต้องใช้ความเพียรช่วย

ความเพียรในทางธรรมที่สูงสุด คือ เพียรละกิเลส และเพียรสร้างกุศล  กุศลใดที่เรายังไม่ได้ทำ ก็ทำกุศลนั้น กุศลใดที่ยังไม่ได้สร้าง เราก็สร้างกุศลนั้น ให้เราสร้างกุศลที่ยังไม่เคยเกิดให้เกิดขึ้น กุศลใดที่เกิดขึ้นแล้วก็ทำให้มันเจริญขึ้น เรียกว่า วิริยะ ความเพียรสร้างกุศล และเพียรละอกุศล อกุศลใดที่เราเคยทำก็ละอกุศลนั้น อกุศลใดที่ยังไม่เคยเกิด ก็ป้องกันไม่ให้มันเกิด เพราะมีอกุศลหลายอย่างที่ยังไม่เคยเกิดก็จะเกิดขึ้นแก่เรา ถ้าเราพลั้งเผลอมันก็จะเกิดอกุศลใหม่ๆ โดยกาลโดยสถานภาพต่างๆ ก็ทำให้เราพลั้งเผลอทำอกุศลที่ยังไม่เคยทำ ก็ต้องป้องกันตัวเองด้วยไม่ให้ทำอย่างนั้น แม้จะเห็นคนอื่นเขาทำเราก็ไม่ต้องทำตามอกุศลนั้น ความดีใดที่เรายังไม่เคยทำแล้วเห็นเขาทำ ก็ลองทำบ้าง ถ้าทำไม่ได้ก็ค่อยๆ ทำน้อยๆ ไปตามเหตุตามปัจจัย เรียกว่าเป็นการสร้างกุศลที่ยังไม่เคยเกิดให้เกิดขึ้น กุศลใดที่เกิดขึ้นแล้วก็ทำให้มันเจริญขึ้น เช่นการมาทำวัตรสวดมนต์ภาวนา มาทำบุญสุนทานกัน นี้เรียกว่ากุศลที่เราทำมาอยู่แล้ว ก็ทำต่อไป เช่นการทำบุญตักบาตร แต่มีกุศลความดีอื่นใดที่เรายังไม่ได้ทำหรือทำยังไม่สมบูรณ์ ก็พยายามที่จะทำ เรียกว่า กุศลใดที่เคยทำแล้วก็ทำให้เจริญขึ้น เป็นต้น

ตบะ เพียรเผากิเลส หมายความว่า อารมณ์ใดที่ทำให้เราลุ่มหลง อารมณ์ใดที่ทำให้เราชอบ เพลิดเพลิน จะทำอย่างไรให้เราสามารถก้าวข้ามมันได้ คือ อารมณ์หรือสิ่งเหล่านั้นย่อมมีกับเรา ตราบใดที่เรายังมีตาเห็น ก็ย่อมเห็นนั้นเห็นนี้ แต่ทำอย่างไรให้เห็นแล้วไม่เกิดกิเลส เมื่อเรายังมีหูก็ได้ยินเสียง ย่อมได้ฟังนั้นฟังนี้ แต่ทำอย่างไรไม่ให้มันเกิดกิเลส เมื่อเราอยู่กับรสกับสัมผัส จะทำอย่างไรให้อยู่กับรสกับสัมผัสนั้นอย่างไม่มีกิเลส จะเป็นการฝึกให้เราทำใจหรือปล่อยวางให้ได้กับอารมณ์ที่เราได้สัมผัสสัมพันธ์นั้น ตบะนี้คือความก้าวข้ามความพอใจ ยินดียินร้ายทั้งหลาย ด้วยอำนาจของตบะ คือความเพียร หรือขันติธรรม ต้องก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้ จะเป็นเหตุให้เรามีความสวัสดีอันที่ 2 คือ ยับยั้งชั่งใจได้ ไม่บันดาลโทสะ ไม่ถือโทษโกรธเคือง มันก็จะทำให้เราก้าวข้ามปัญหาต่างๆ ไปได้

(3)  อินทรียสังวร

เราจะประสบความสวัสดีได้ ต้องอาศัยความมีอินทรียสังวร

อินทรียสังวร ก็คือความมีสติในการรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นทางหรือประตู เป็นช่องรับอารมณ์ ตาเป็นช่องรับอารมณ์คือสี หูก็รับอารมณ์คือเสียง จมูกก็รับอารมณ์คือกลิ่น ลิ้นก็รับอารมณ์คือรส กายก็รับอารมณ์สัมผัส เย็นร้อนอ่อนแข็งตึงไหว เมื่อมันรับอารมณ์มาแล้วก็สู่มโนคือใจ เกิดความพอใจ ยินดียินร้าย ชอบ-ไม่ชอบเกิดขึ้น ฉะนั้นเราจะทำอย่างไรให้การรับอารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกายและใจนั้น ให้เป็นกุศลหรือปล่อยวางได้ ก็ต้องใช้สติ เราจึงต้องฝึกสติ เห็นหนอเมื่อได้เห็น กลิ่นหนอเมื่อได้กลิ่น รสหนอเมื่อได้รส ได้ยินหนอฟังหนอเมื่อได้ยิน สัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งตึงไหว สัมผัสร้อนหนอ เย็นหนอ เราเท่าทันมัน ถ้าเท่าทันได้มันก็ไม่เกิดกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม

กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมเกิดขึ้นก็เพราะตาเห็นหูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายได้สัมผัสนี้แหละ ถ้าเรายับยั้งหยุดได้ แม้เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถทำให้จิตเกิดอกุศลขึ้นได้ ความพอใจไม่พอใจก็เกิดจากอารมณ์เล็กๆ นี้ เหมือนกับสะเก็ดไฟทำให้เกิดระเบิดได้ เพราะสะเก็ดไฟไปตกลงในถังเชื้อเพลิงที่มีความไวไฟสูง แค่สะเก็ดไฟกระเด็นไปถูกเท่านั้น ก็ระเบิดบึ้มได้ ฉันใด ความคิดหรืออารมณ์เล็กน้อยที่มากระทบเรา ถ้ามันไปไปสะกิดจุดด้อยของเราที่ใครแตะไม่ได้ ก็จะเกิดระเบิดขึ้นมา ต้องอินทรียสังวร มีสติให้ทัน คือเมื่อมีอะไรมากระทบ เรามีสติเท่าทันไหม ถ้าเรามีสติเท่าทันก็สามารถยับยั้งไปได้ ถ้ามีสติไม่เท่าทันมันก็ระเบิดได้ แล้วเมื่อเกิดระเบิดขึ้นมาแล้วเราจะทำอย่างไรให้ดับมันได้

ฉะนั้น การมีสติจะช่วยตั้งแต่เบื้องต้น คือตั้งแต่กระทบอารมณ์ เมื่อเกิดความพอใจไม่พอใจเข้าสู่จิตขึ้นมา ก็ต้องมาดับภายในใจของเรา ดังเช่นสัตว์ร้ายพวกงู เมื่ออยู่นอกบ้าน เราก็ต้องรีบปิดประตูหน้าต่าง แต่ถ้ามันเลื้อยเข้ามาแล้วจะจัดการอย่างไรกับงูพิษตัวนี้ ดังนั้น เราก็ต้องหาวิธีการที่จะดับกิเลสที่ทำให้จิตใจเราร้อนรุ่ม ถ้าคนที่ไม่เคยฝึก มันก็ระเบิด เป็นเรื่องเป็นราวกันระหว่างเพื่อนฝูง พี่น้อง พ่อแม่ลูกหลานบ้าง ผู้ร่วมค้าขายทำธุรกิจการงานบ้าง ผู้มาติดต่อประสานงานบ้าง เป็นต้น นี่เป็นเรื่องของสติที่จะทำให้เราประสบความสวัสดี ให้มีสติในการพัฒนาชีวิตให้จิตใจของเราเป็นบุญ

แต่สติที่จะป้องกันให้เราไม่ต้องไปตกในอบาย ต้องเป็น “มหาสติ” หรือที่เราเรียกว่า สติปัฏฐาน คือ การเจริญสติไปในรูปนามปัจจุบันขณะ ด้วยปัญญาอันชอบ ด้วยความเพียรนี้ เจริญสติไปในรูปนาม เรียกว่าอารมณ์ที่เข้ามาสัมผัส ต้องให้สักแต่ว่าธรรม สักแต่ว่ารูป สักแต่ว่านาม สักแต่ว่าเป็นสภาวธรรมชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่เข้าไปยึดถือ แม้แต่อารมณ์ที่แสนดี พิเศษนั้น ก็ปล่อยวางได้ด้วย ดัวยกำลังของสติ ไม่เข้าไปยึดติด แม้แต่อารมณ์นิมิต อารมณ์สมาธิ ที่มันเกิดขึ้นมาในขณะนั้นๆ ก็จะเป็นเหตุปัจจัยให้เรานั้นสามารถไม่ก่อให้เกิดกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เมื่อเรามีสติดี ก็จะเป็นความสวัสดีของเรา

(4)  การปล่อยวางทุกสรรพสิ่ง

สพฺพปฏินิสฺสคฺคา 

สพฺพ แปลว่า ทั้งหมดทั้งมวล นิสฺสคฺ แปลว่า สละ

สละทุกสรรพสิ่ง คืออะไรที่เรายึดถือยึดมั่น แม้นที่สุดทานศีลภาวนาที่เราทำก็ปล่อยวางให้ได้ ว่าเราจะไม่ยึดถือว่าเป็นของตน ไม่ต้องมีความหวังว่าจะได้ไปเกิด ไปเสวยผลในชาติหน้า เพียงมีกินมีใช้สมบูรณ์พูนสุขในชาตินี้ก็พอใจแล้ว ผลพลอยได้ในชาติต่อไปจะมีเท่าไหร่ก็ปล่อยวางไป

ถ้าเรายังต้องการมีชาติหน้า ก็คือยังต้องการมีทุกข์ ยังมีเบื่อทุกข์ ยังไม่กลัวทุกข์ ถ้าเราเชื่อว่า เด็กนี่คือคนที่ตายแล้วมาเกิดใหม่ เด็กคือคนที่ตายไปในชาติที่แล้วมาเกิดใหม่ในชาตินี้ ก็ต้องทุกข์

คำว่า “ปล่อยวางกับ “ปล่อยปละละเลย” คนละอย่างกัน

ปล่อยปละละเลย คือไม่ใส่ใจ ช่างมัน แต่ปล่อยวาง คือ ยังต้องทำหน้าที่ มีวิธีจัดการ แม้แต่พระอรหันต์ท่านปล่อยวางแต่ก็ทำหน้าที่

ฉะนั้น คำว่า การปล่อยวาง จึงไม่ใช่หมายถึงการไม่เอาอะไร แต่ต้องรู้จักทำหน้าที่อย่างไม่ยึดมั่นถือมั่น ทำอย่างไม่มีอัตตาตัวตน ทำด้วยความเสียสละ แบ่งปันเต็มที่ ที่เราเรียกว่าทำงานแบบจิตอาสา ทำงานไม่ได้หวังผลตอบแทนอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ใช่จิตอาสาที่ยังหวังลาภ ยศ สรรเสริญ ตำแหน่งหน้าที่การงาน แต่ทำด้วยความตั้งใจที่จะทำให้งานนั้นดีที่สุด มีจิตอาสาที่บริสุทธิ์ เหมือนการทำกิจการงานก็ตามแต่ภายในวัด นอกวัด สังคม ก็ด้วยความรู้สึกที่ว่าให้มันสมบูรณ์โดยหน้าที่

การทำหน้าที่อย่างเห็นแก่หน้าที่เป็นการปฏิบัติธรรม

มีปราชญ์บัณฑิตท่านหนึ่งกล่าวว่า การทำหน้าที่ด้วยจิตอันมีความบริสุทธิ์นั่นแหละ หรือการทำหน้าที่อย่างเห็นแก่หน้าที่ เป็นการปฏิบัติธรรม ฉะนั้น การทำหน้าที่ใดๆ ของเราด้วยความเต็มใจ สุขใจ เรียกว่าทำหน้าที่จนลืมตัวเอง คือ ไม่ได้คิดว่าเราได้เปรียบเสียเปรียบ ทำงานอยู่ในระดับต่ำ หรือทำงานอยู่ข้างหลังไม่ได้เชิดหน้าชูตา ไม่ได้ทำงานประชาสัมพันธ์ ต้อนรับแขกนั่นนี่ บางคนชอบทำงานอยู่ข้างหน้า แต่บางคนชอบทำอยู่ข้างหลัง บางคนก็ชอบเป็นแค่ผู้ทำงาน ดังนั้น เวลาเราทำหน้าที่ ไม่ว่าหน้าที่อะไร ก็ทำหน้าที่นั้นๆ ให้ดีที่สุด ทำจิตปล่อยวางให้ได้

การปล่อยวางสูงสุดคือ การปล่อยวางอัตตาตัวตน ปล่อยวางกิเลส บาป อกุศล อย่างนี้จึงจะเรียกว่า ประสบความสวัสดี รอดพ้นจากความวิบัติ ความหายนะของชีวิต ก็จะก้าวข้ามไปได้

ดังนั้น ธรรม 4 ประการ คือ ปัญญา ความเพียร สติ และการปล่อยวาง ถ้านำไปใช้กับชีวิตได้ ก็จะทำให้เราประสบกับความสวัสดี

ขอความสวัสดีที่เกิดขึ้นด้วยคุณธรรมอันประเสริฐของพวกเราทั้งหลาย ที่ได้ดำเนินตามทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ขอให้พลังบุญนี้จงเป็นอานิสงส์ให้พวกเราประสบความสวัสดี ทั้งการดำเนินชีวิตทางกายภาพ ทางด้านจิตใจ และเข้าถึงความสวัสดี คือการบรรลุถึงมรรคผลนิพพานเป็นที่สุด จงบังเกิดผลแก่พวกเราทั้งหลายจงทุกถ้วนหน้ากันด้วยเทอญ.

✯¸.•´*¨`*•✿ ✿•*`¨*`•.¸✯

หมายเหตุ: เทศนาธรรมเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2565 ณ วัดร่ำเปิง (ตโปทาราม)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *