
หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป
ณ บัดนี้ ถึงกาลถึงเวลาที่พวกเราจะได้ฟังพระธรรมเทศนา ว่าเป็นเครื่องประดับปัญญา เสริมสร้างบุญบารมีของพวกเราว่าจะให้แก่กล้า ให้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดมากขึ้นกว่าเดิม ที่จะได้เข้าใจในหลักการดำเนินวิถีชีวิตของตน
เนื่องในวันนี้จะแสดงเรื่องชีวิตของคนเราที่เกิดขึ้นมาอยู่ในโลกนี้ ด้วยอำนาจการสร้างกรรมและคุณงามความดีของตนตามขั้นตอนที่บุคคลทั้งหลายได้เกิดขึ้นมาย่อมแตกต่างกันนั้นเพราะเหตุอะไร บางบุคคลนั้นสติปัญญาก็มีน้อย บางบุคคลก็มีสติปัญญาปานกลาง บางบุคคลก็มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดแหลมคม รู้แจ้งเห็นจริงได้ จึงเปรียบเทียบได้ว่าสมัยครั้งพุทธกาลนั้น ทำไมเมื่อองค์สมเด็จพระศาสดาจารย์สัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเทศนาจบลง จึงได้ดวงตาเห็นธรรมบรรลุธรรมกันได้ง่ายๆ
เรื่องอย่างนี้ก็มีคนถามมากมายว่าทำไมในปัจจุบันนี้ ได้ฟังเทศน์ฟังธรรมแล้วก็ยังไม่ได้บรรลุธรรม ไม่ได้ดวงตาเห็นธรรม ยังนำตนเองให้พ้นจากทุกข์ไปไม่ได้ ก็คราวท่านทั้งหลาย ทั้งพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ผู้มีความตั้งใจศึกษาหลักพระพุทธศาสนานั้น ควรที่จะทำความเข้าใจว่าในชีวิตของคนเราที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารมายาวนาน เหมือนกับพระสาวกทั้งหลายกับพระพุทธองค์นั้นก็ต้องสร้างสมอบรมบุญบารมีมาด้วยกัน ตั้งแต่เป็นสัตว์เดรัจฉานต่างๆ เป็นนก หรือเป็นสัตว์ต่างๆ ก็เกิดร่วมกันอยู่ ไปไหนเป็นหมู่เป็นฝูงกันอยู่ ทั้งเชื่อฟังคำสั่งสอนของหัวหน้า พาประพฤติปฏิบัติกันมาตั้งแต่เป็นสัตว์จนทำคุณงามความดีจนเจริญก้าวหน้าขึ้นมาเรื่อยๆ จนได้มาเป็นมนุษย์ เมื่อเป็นมนุษย์แล้วก็ต้องสร้างสมอบรมสติปัญญาบุญบารมีของตน เราก็จะเห็นคนเกิดมาอยู่ในโลกนี้ ทำไมจึงต่างๆ กันบ้าง บางคนก็สติปัญญาน้อย บางคนก็ได้ปานกลาง บางคนก็เฉลียวฉลาดดังได้กล่าวมานั้น บางคนก็ทุกข์จนเข็ญใจ บางคนก็มีพอใช้พอสอย บางคนก็มั่งมีขึ้นมาเป็นคหบดี กระฎุมพีเศรษฐีมหาศาล เป็นพระราชามหากษัตราธิราชเจ้า ทำไมคนเราจึงเป็นอย่างนี้ ก็อาศัยการสร้างสมอบรมบุญบารมีนั่นเอง จึงต่างกันอย่างนี้
บัดนี้ การต่างกันด้านสติปัญญานั้นจึงเป็นข้อที่สำคัญ ที่เราพากันฝึกฝนอบรมจิตใจของตน เพื่อจะให้จิตใจของเรานั้นเป็นผู้มีสติปัญญาในตัวของเขา เขาจึงจะได้คิดไปในทางที่ถูก ในทางที่ชอบ จึงจะได้ประกอบคุณงามความดีให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมหลักพระพุทธศาสนา อันนี้เป็นเรื่องหนึ่งอีก แม้บุคคลนั้นตั้งแต่จะเป็นคนจนก็ดีหรือเป็นคฤหบดี กระฎุมพี เศรษฐี พราหมณ์มหาศาล พระราชามหากษัตริย์ ก็ดี การสร้างสมอบรมสติปัญญานั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ทำไมจึงพูดอย่างนี้จึงเทศน์กันอย่างนี้
ครั้งสมัยพุทธกาลนั้น แม้จะบวชเป็นคนทุกข์จน คนรับจ้างเลี้ยงโคอยู่ในทุ่งนาก็ดี คนรับจ้างแบกหาม ทำคุณงามความดีก็เหมือนกัน คนนั้นก็เหลื่อมล้ำต่ำสูงกันตามฐานะ แต่ทำไมเมื่อมาปฏิบัติด้วยกันแล้วจึงสามารถที่จะรู้แจ้งในธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ จนถึงที่สุดแห่งกองทุกข์เหมือนกันได้ ตั้งแต่คนทุกข์จน จนถึงพระราชามหากษัตริย์
ตรงนี้เราก็จะมองเห็นได้ชัดเจนแล้วว่า การสร้างสมอบรมสติปัญญานั้นเป็นจุดสำคัญที่สุด ส่วนการสร้างสมอบรมวัตถุนั้น มั่งมีศรีสุขต่างกันนั้นก็คือ การทำบุญทำทานการกุศลสร้างความดีด้านวัตถุ การที่มารักษาศีลเจริญภาวนาฝึกฝนอบรมจิตใจก็เป็นคนละส่วนกัน เราก็จะเห็นเรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องที่แยกกันออกเป็นคนละส่วน เมื่อเห็นอย่างนี้เองเราก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าคนที่ร่ำรวยมั่งมีศรีสุข มีเงินมีทอง มีทรัพย์สมบัติมาก ทำไมบางบุคคลไม่เข้าวัดเข้าวา ทำไมบางคนนั้นเป็นคนขี้โกรธ คิดเกลียดคนอื่น คนดุร้าย จะทำร้ายคนอื่น จะทำลายคนอื่น เหยียบย่ำคนอื่นอยู่ จิตใจทำไมเขาจึงเป็นอย่างนั้น ทั้งๆ เขามีทรัพย์สมบัติมากจนถึงฉ้อถึงโกงกันที่เราพูดกันอยู่ในปัจจุบันนี้ เปรียบเทียบก็พูดว่าทำนาใส่หลังคน เบียดเบียนเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย ถ้าไม่ไปตามอำนาจของตนก็จะทุบจะตีจะฆ่าให้ตาย ทำไมบุคคลทั้งหลายที่มีทรัพย์สมบัติ จิตใจจึงเป็นอย่างนี้ ก็เขาไม่เคยรักษาศีล ไม่เคยนั่งเจริญเมตตาภาวนาฝึกฝนอบรมจิตใจนั่นเอง ก็ขาดสติปัญญาตรงนี้ เขาก็ได้แต่ทรัพย์เฉยๆ ว่าไปทำบุญทำบุญ ก็ทำถูกอยู่ มันได้บุญมีทรัพย์สมบัติ แต่ไม่ได้ฝึกหัดจิตใจจนเป็นคนดุร้าย พวกเราทั้งหลายก็จะเห็นชัดเจนเลยอย่างนี้
บัดนี้ ทำไมบางบุคคลนั้นแม้ทรัพย์สมบัติก็ไม่มาก แต่ก็ฝึกฝนอบรมตนเองเป็นผู้มีศีลก็อยู่ในความสงบเสงี่ยม ไม่ทำร้ายบุคคลอื่น ไม่เหยียบย่ำยีบุคคลอื่น ก็เห็นใจบุคคลอื่นได้ คนชนิดนี้เขาก็เคยรักษาศีลเอาไว้ แต่ก็ไม่รวย แต่ก็เป็นคนที่ไม่ดุร้าย ทีนี้บางบุคคลนั้นสมบัติก็ไม่ร่ำรวยมั่งมีอะไร แต่ทำไมจึงเป็นคนที่ใจเยือกเย็น ทั้งผู้หญิงผู้ชายก็ดี ทั้งพระภิกษุสามเณรก็ดี ทำไมหน้าเขาแช่มชื่นเบิกบาน ยิ้มแย้มแจ่มใส จิตใจไม่ดุร้าย ทำไมจึงเป็นคนที่จิตใจเยือกเย็น เราเคยเห็นทั้งพระภิกษุสามเณร เห็นทั้งอุบาสกอุบาสิกา ญาติโยมทั้งหลาย ก็มีคนใจดีทั้งผู้หญิงผู้ชาย ไม่ดุร้าย หน้าแช่มชื่นเบิกบาน จิตใจรื่นเริง สงบเสงี่ยม นั้นก็คือเคยฝึกฝนอบรมด้านจิตใจมา แต่ไม่ได้สร้างด้านวัตถุมากแต่ศึกษาด้านฝึกฝนอบรมจิตใจให้สงบ ก็ได้พบความสุขติดตามมาตั้งแต่ชาติอดีต
ถ้าหากเรามองดูอย่างนี้ก็จะเข้าใจชัดในชีวิตของคนที่เกิดมา มันมาตั้งแต่สัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดดัจฉานตัวที่ดุร้ายก็ดุร้าย ตัวที่ฝึกฝนอบรมได้พัฒนามาเรื่อยๆ อย่างนั้น จนมาเป็นมนุษย์ของพวกเราก็เป็นดังที่กล่าวมานั้นเอง นั่นเราก็เห็นอย่างนี้ ชีวิตของคนเราที่เกิดมาแล้วมันเป็นอย่างนี้ แต่ทั้งๆ ทุกคนต้องการแต่คุณงามความดี มีแต่ความสุขความเจริญทั้งนั้น ความมุ่งมาดปรารถนาที่ทุกคนปรารถนาเอาไว้ ที่อยากพบอยากเจออยากเห็นแต่ความสุขความเจริญ เมื่อมีความตั้งใจอย่างนี้ แต่ว่าการที่ฝึกฝนอบรมตนเองนั้นฝึกน้อย คนที่ฝึกน้อยก็คือไม่ได้ฝึกฝนอบรมจิตใจมาก ไม่ศึกษาเรื่องศีล ศีลสักข้อเดียวก็ไม่เอา แต่ชวนภาวนาก็ไม่เคยนั่งฝึกฝนอบรมจิตใจกับเขา การสั่งสมมาทุกภพทุกชาติมันเป็นอย่างนี้
เมื่อมันเป็นอย่างนี้เอง เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ได้มาพบพระพุทธศาสนาที่พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว พระองค์ตรัสเทศนาสั่งสอนท่านคณะศรัทธาญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาก็ดี ทำไมเล่าเมื่อพระพุทธองค์ตรัสจบลงจึงได้ดวงตาเห็นธรรม บางบุคคลนั้นก็ไม่ได้อะไร บางบุคคลก็พอเลื่อมใสบ้าง น่าจะดี บางบุคคลก็เข้าใจจริงเกิดขึ้น บางบุคคลก็ตัดสินใจเพราะเห็นชัดเจนว่าคำเทศน์นี่ถูกต้อง เป็นอย่างนั้นจริง ก็เลยเป็นคนละขั้นละตอนอย่างนี้เอง มันเป็นอย่างนี้ ทำไมบุคคลนั้นจึงรู้แจ้งเห็นจริงได้ตามคำสอนของพระพุทธองค์กำลังตรัสเทศนาจบลง ได้บรรลุธรรม ก็คือบุคคลเหล่านี้เคยฝึกฝนอบรมมาหลายภพหลายชาติแล้วเพิ่มพูนบุญบารมีของตนเอง ได้ปฏิบัติมาและรักษาศีลมา ได้เจริญภาวนามา เพิ่มสติปัญญาของตนมาทุกชาติเรื่อยๆ อยู่หลายภพหลายชาติ สติปัญญาก็แก่กล้าขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะได้ยินได้ฟังบ่อยๆ
เหมือนพวกเรานี้แหละถ้าหากได้ยินได้ฟังบ่อยๆ เรื่องคุณงามความดี จะทำบุญก็ดี ฟังบ่อยๆ และรักษาศีลก็ดี เมื่อฟังบ่อยๆ เราก็จะเข้าใจ นั่งเจริญเมตตาภาวนาฝึกฝนอบรมจิตใจ ก็ปฏิบัติบ่อยๆ เรื่อยๆ ก็ทำให้จิตใจเรานั้นสงบมากขึ้นๆ เมื่อฟังเทศน์ฟังธรรมสิ่งใดตนเองไม่เข้าใจก็จะเกิดเข้าใจขึ้น เหตุฉะนั้นการฟังเทศน์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
การฟังเทศน์
(1) จะได้ยินสิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง
(2) สิ่งที่เคยได้ยินได้ฟังแล้วก็จะเข้าใจในสิ่งนั้น
(3) จะหายสงสัยในข้อที่ตนเองสงสัย
(4) จิตใจก็แช่มชื่นเบิกบาน
(5) บุคคลนั้นก็มีสติปัญญาแก้ไขกิเลสของตนเป็นตามขั้นระดับที่ตนเองรู้ได้ ก็ทำให้บรรลุธรรมต่างๆ กัน
นั่นแหละ สมัยครั้งพุทธกาลนั้นท่านได้บรรลุธรรมและดวงตาเห็นธรรมฟังเทศน์จบลง เพราะท่านได้ฝึกฝนอบรมมาหลายภพหลายชาติแล้ว ก็เรียกว่าอินทรีย์ของท่านแก่กล้าขึ้นมาตามระดับๆ งั้นพวกเราท่านทั้งหลายก็เหมือนกันที่เป็นพระภิกษุสามเณร ที่จะได้มาบวชในพระพุทธศาสนา และเคยบวชมาแล้ว เคยศึกษามาแล้วเรื่อยๆ ทุกภพทุกชาติกัน ญาติโยมก็เหมือนกัน เคยเข้าวัดฟังธรรมจำศีล ทำบุญทำทานการกุศลรักษาศีลภาวนามาเรื่อยๆ นั่นก็ทำให้ความชินนั้นเพิ่มพูนสติปัญญาของตนเองมาติดต่อมาทุกภพทุกชาตินั่นเอง จึงเข้าใจได้พากันมาตั้งใจไหว้พระสวดมนต์ ฟังเทศน์ฟังธรรมจำศีลอย่างนี้ ก็เพราะบุญบารมีเก่าสนับสนุนมาให้พวกเรานั้นได้เข้าวัด คนทั้งหลายอยู่ในบ้านในเมืองเราก็มีมากมาย คนที่จะเข้าวัดนั้นก็มีน้อยๆ คนที่จะทำความดีได้ก็มีน้อยๆ คนทำบาปทำชั่วนั้นมีมาก พวกเราที่กำลังนั่งฟังเทศน์อยู่เดี๋ยวนี้ นั่งปฏิบัติทำคุณงามความดีอยู่เดี๋ยวนี้ แต่บางบุคคลมันกำลังไปทำบาปอยู่ก็มีระยะเดี๋ยวนี้ มันเป็นอย่างนี้ และบางบุคคลก็กำลังทำความดี มันไม่เหมือนกันอย่างนี้เอง
อยากให้พวกเรานั้นเข้าใจในชีวิตของตนเองว่าตนเองนั้นได้สร้างความดีเอาไว้ จึงได้มีความตั้งจิตตั้งใจ เสียสละจากเคหสถานบ้านช่อง อดการที่จะอยากนอนง่ายๆ ก็มาฝึกฝนอบรมเพิ่มพูนบุญบารมีของตน เพื่อจะให้สติปัญญาของตนเองนั้นแก่กล้าขึ้นไปเรื่อยๆ
คำว่าความแก่กล้า อินทรีย์แก่กล้า เรียกว่า สตินทรีย์ เป็นใหญ่และมีความศรัทธาเชื่อมั่นว่าการทำดีต้องมีความสุข การทำบาปความชั่วมีความทุกข์ ให้เรามีศรัทธาเต็มเปี่ยมที่จะทำคุณงามความดีของตน
วิริยินทรีย์ การพากเพียรพยายามทำคุณงามความดีของตนที่จะฝึกฝนอบรมตน ก็ต้องมีความเป็นใหญ่ในการทำความเพียรของตนไม่ลดละปล่อยวางจากคุณงามความดีของตน ที่ตนเองยังไม่มีต้องแสวงหา ต้องควบคุมดูแลของตนเองเพื่อจะสร้างความดีให้ได้ เขาเรียกว่าความเพียรเป็นใหญ่ในการทำอยู่ตลอด สตินทรีย์คือสติของเรา ความระลึกได้ว่าชีวิตของเรานี้อยู่อย่างไร เมื่อเกิดมาแล้วจะทำอะไร หรือเกิดมาแล้วจะเสียเปล่าประโยชน์ หรือเกิดมาแล้วจะรีบขวนขวายสร้างคุณงามความดีให้ได้มาก ต้องมีสติเตือนตนเองว่าวันหนึ่งๆ เราทำอะไรได้บ้าง เราได้คุณงามความดีอะไรบ้างในวันนี้ ได้ปฏิบัติอะไร ได้ละความชั่วอะไร ได้ทำความดีอะไร นี่เป็นผู้มีสติระลึกดูตัวเองอยู่บ่อยๆ นี่เรียกว่า สตินทรีย์ เป็นใหญ่ในการระลึกรอบรู้ดูๆ ตัวของตนเองอยู่ ว่าเกิดมาแล้วให้สมบัติอันล้ำค่ามาแล้วก็ต้องเอามาทำความดีโดยตรง เรายืมมาแล้ว เรียกว่าเหมือนยืมเงินธนาคารมาเกิด เรายืมมาแล้วต้องมาค้าขายหากำไรมัน เอาเงินมา
ชีวิตชีวาของพวกเราก็เหมือนกัน เมื่อเกิดมาแล้ว เราก็ต้องมาสร้างคุณงามความดี เอาสุดความสามารถของตน ตรงนี้แหละ เมื่อเรามาฝึกฝนอบรมตน เหมือนพวกเราทุกคนกำลังปฏิบัติอยู่ ฟังเทศน์อยู่เดี๋ยวนี้ ทำใจของตนให้อยู่กับตัวตนนี่แหละ อย่าให้ไปที่อื่น ให้ตั้งใจฟังเทศน์สงบอยู่นี้ อย่าไปคิดถึงอะไร ทำใจให้สงบอยู่กับตนกับตัว แล้วก็น้อมนึกระลึกพิจารณาไปตามกระแสธรรม เพื่อจดจำเอาไว้ว่า เราได้ฟังอะไรบ้าง นี่เขาเรียกว่าเรามีสติ ระลึกรู้อยู่
สมาธินทรีย์ เป็นใหญ่ในการที่จะควบคุมดูแลจิตใจของตนเองให้สงบเป็นสมาธิ ไม่ให้จิตใจฟุ้งซ่านไปคิดโน่นคิดนี่อออกไปข้างนอก ให้กิเลสหลอกลวง ไปวุ่นวายไปข้างนอก เราพยายามที่จะควบคุมจิตใจให้อยู่กับตนกับตัว กับข้อธรรมกรรมฐาน อยู่ที่นี่ก็ต้องอยู่ที่นี่อย่าไปคิดที่อื่น อยู่กับตนกับตัวนี้เอง นี่เราก็พยายามที่จะประคองจิตของตนด้วยสติ ว่ามันมีสตินทรีย์ มีสติดี และสัมปชัญญะ รู้ตัวว่าเรากำลังควบคุมดูแลจิตใจของตนเองไม่ให้ฟุ้งซ่านรำคาญออกไปข้างนอก ให้จิตใจสงบเป็นสมาธิ จิตใจของเรายังไม่สงบเป็นสมาธิ เราก็พยายามควบคุมดูแลจิตใจให้สงบอยู่นี่ นั่งอยู่ในวิหารนี้ นั่งอยู่ในที่ปฏิบัตินี้ ใจก็ต้องอยู่นี้ ไม่ต้องไปที่อื่น ให้อยู่กับลมหายใจเข้าออก กับข้อธรรมกรรมฐาน ให้อยู่กับตนกับตัวของตนเอง อย่าให้ไปคิดเรื่องราวทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะเรามาทำความสงบ
การที่ควบคุมดูแลจิตใจให้สงบเป็นขั้นตอน สงบน้อยๆ ก็เป็นขณิกสมาธิ สงบขนาดกลางก็เป็นอุปจารสมาธิ สงบแนบแน่นมั่นคงดำรงอยู่ในอารมณ์หนึ่งอารมณ์เดียว จิตนิ่งสงบอยู่ หนักแน่นมั่นคงไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน แม้ได้ยินเสียงก็ไม่วิ่งไปกับเสียง ไม่ไปที่ไหน จิตใจก็สงบอยู่กับตนกับตัวจนหนักแน่นมั่นคง จึงจะเป็นอัปปนาสมาธิ จึงจะเป็นสมาธินทรีย์ เป็นใหญ่ในการสงบ หนักแน่นมั่นคง ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน ไม่รั่วไหลออกไปที่ไหน จิตใจสงบอยู่กับข้อธรรมกรรมฐาน อยู่กับตนกับตัว
นี่มันเป็นเรื่องของการฝึกฝนอบรมจิตใจ จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิต พระพุทธองค์ตรัสเทศนาไว้เป็นเรื่องใหญ่ที่สุด ที่จะสอนในอภิธรรม แต่เรื่องจิตใจกันทั้งนั้น เป็นหัวหน้า เป็นใหญ่ พวกเราจึงขวนขวายกัน จงภูมิใจในชีวิตของเราที่เกิดขึ้นมาแล้ว ได้มาสร้างสมฝึกฝนอบรมตน ฝึกฝนอบรมจิตใจของตนว่าจะสร้างให้มันสงบมากขึ้น ให้มันหนักแน่นมั่นคง จึงจะสมกับสมาธินทรีย์ เป็นใหญ่อยู่ในความสงบ
ปัญญินทรีย์ บัดนี้เมื่อจิตใจของพวกเราสงบเป็นสมาธิดีแล้ว ปัญญานั้นเป็นใหญ่ในการรอบรู้กองสังขารทั้งหลายทั้งภายในและภายนอก ตัวนี้เป็นตัวที่สำคัญที่เราจะสร้างสรรค์พัฒนาให้เจริญรุ่งเรืองที่สุด เราพร้อมมาแล้ว นั่นล่ะที่เรายังไม่พร้อมนั่นเอง หลายภพหลายชาติที่เราพากันพัฒนามา สร้างสมอบรมบุญบารมีมา มันยังไม่แก่กล้าไม่สมบูรณ์ เมื่อทุกอย่างมันไม่สมบูรณ์ มันก็เหมือนกับคนละขั้นละตอนดังได้กล่าวมานั่นเอง
โน่นแหละ เราจะมีสตินทรีย์ที่สมบูรณ์ที่สุด วิริยินทรีย์ความเพียรแก่กล้าที่สุด เหนียวแน่นที่สุด สตินทรีย์ เป็นใหญ่ในการระลึกเร็วที่สุด ทันกับเหตุการณ์ สมาธินทรีย์ จิตใจก็หนักแน่นมั่นคงไม่รั่วไหลไปไหน ยืนเดินนั่งนอนไปไหนก็ดี เว้นจากนอนหลับ นอนหลับก็มีสมาธิอยู่ถ้ามันหนักแน่น มันไม่ฝันไปที่ไหนเลย ไม่เห็นอะไร จิตจะสงบอยู่ตลอด เป็นสมาธินทรีย์ และหากมันแก่กล้าแล้ว มันจึงจะมีปัญญาเกิดขึ้น ปัญญาของเรายังไม่แก่กล้า จิตใจสงบแล้ว สงบอยู่เฉยๆ มันก็ดีและเห็นมีความสุข เมื่อเห็นความสุขในความสงบ และความสงบคือความสุข ที่พระพุทธองค์ตรัสสอน นัตถิ สันติ ปะรัง สุขัง สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี ตรงนี้เราก็พอจะได้ยินได้ฟังบ่อยๆ ความสงบคือความสุข
เมื่อจิตใจสงบ จิตใจไม่วุ่นวาย ไม่มีนิวรณ์ข้อไหนมารบกวนจิตใจ ไม่มีอารมณ์อะไรมาแทรกแซงในจิตใจ ใจสงบอยู่ก็เห็นชัดเจนเลยทีเดียว จิตใจได้พักผ่อน อยู่สบายแล้ว สงบและสบาย มันสงบอยู่นี่แหละ เราจะมีสติปัญญาดูว่า จิตใจของเราสงบอยู่นั้น เมื่อกิเลส ความโกรธ ความโลภ ความหลง มันนอนอยู่ในจิตใจของพวกเรา เมื่อมันยังไม่หมด และยังไม่มีสติปัญญาแก้ไข สงบระงับไว้เฉยๆ เหมือนเราเอาอะไรไปคลุมไว้นี่แหละ ไปคลุมไปสุมงูไว้ ของมีพิษ เปรียบเทียบเหมือนเราจะเอาหม้อไปคว่ำทับงูเห่าไว้ งูจงอางไว้อยู่ในหม้อ เราควบคุมมันแล้วมันออกไปไหนไม่ได้ เหมือนควบคุมจิตใจของเราให้สงบ ทำไมถึงว่าอย่างนั้น น่าคิดดู เมื่อเราควบคุมงูตัวนั้นไ้แล้ว งูนั้นมันจะแสดงอาการอย่างไรกับหม้อที่ควบคุมดูแล เราก็จะเห็นได้ชัดเจนว่างูมันยังออกจากหม้อที่เราควบคุมไว้ มันก็ต้องดิ้นรนอยู่ในนั้น มันดิ้นรนก็เหมือนกับจิตของเราที่ถูกควบคุมเอาไว้ มันดิ้นรนมันจะออกไปทางไหน แล้วก็จะใช้สติปัญญาเหมือนกับบุคคลที่ดูหม้ออยู่ ว่าจะเปิดหม้อออกมาอย่างไร
เมื่อกิเลสยังมีอยู่ในใจของพวกเรา ความโลภ ความโกรธ และความหลง มันก็จะโผล่ขึ้นมาภายในจิตใจที่สงบอยู่ มันก็จะปรุงแต่งมาเป็นสังขารเกิดขึ้น ก็จะเห็นปุญญาภิสังขาร บางทีมันก็จะปรุงบุญ อปุญญาภิสังขารก็จะปรุงคิดเรื่องบาปขึ้นมา คิดเรื่องไม่ดีขึ้นมาจากใจ อเนญชาภิสังขาร บางทีมันก็จะเฉยๆ อยู่ ทีนี้เรามาดูตรงนี้สินี่ มันเฉยๆ อยู่มันไม่ได้เข้าใจเรื่องบุญเรื่องบาป ทั้งสองอย่าง มันเกิดสับสนวุ่นวายอยู่ มันก็หลงสิ เรียกว่าเป็นโมหะ เราก็จะได้มาดูจิตใจของพวกเราว่าเมื่อมันสงบแล้ว กิเลสมันอยู่ในใจของพวกเรานี่ ก็เหมือนมันอยู่ในหม้อ งูมันถูกควบคุมอยู่ในหม้อ มันออกมามันก็ต้องแสดงฤทธิ์ของมัน งูมันออกมา ก็เหมือนความโลภะมันแสดงออกมา ความโลภ มันมีโลภะ มันจะคิดปรุงแต่งเรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่หยุด ก็จะได้เห็นหน้าเห็นตานี่เป็นตัวโลภะออกมา ตัวโทสะมันหงุดมันหงิดอะไร มันไม่พอใจอะไรเกิดขึ้น เหมือนกับงูเราไปเห็นมัน มันไม่กลัวเรา มันจะขบจะกัดเราเหมือนกัน เราไปยุ่งกับมัน ความหลงมันเลยเกิดขึ้น เกิดทุกข์ งูมันก็ทำร้ายเรา เปรียบเทียบเหมือนกับจิตใจของพวกเรา กิเลสมันนอนอยู่ในจิต มันแสดงขึ้นมา มันยังมีเต็มอยู่ในจิตนี่เอง โลภะ โทสะ โมหะ มันอยู่ในนี้ ตัวมันหลงอยู่ในนี้กิเลส
ตัวปัญญิณทรีย์ที่ปัญญาเฉลียวฉลาด รอบรู้ในกองสังขาร สังขารทั้งภายในและภายนอก ปรุงดีและปรุงไม่ดี เมื่อไหร่เราจะรู้แจ้งเห็นจริง รอบรู้ในกองสังขารทั้งหลายที่มันปรุงขึ้นภายในจิตของพวกเรา เราจึงจะสงบระงับได้ จะแก้ไขด้วยวิธีไหน กับเป็นเรื่องปัญญาเลยทีเดียว ปัญญิณทรีย์ ปัญญาของเรายังไม่แก่กล้าก็ไม่สามารถจะคลี่คลายหรือไม่สามารถจะแก้ไขได้ เหมือนพวกเราปฏิบัติมาหลายภพหลายชาติ เราละความโลภะของเราไม่ได้หมด เราละความโทสะ โกรธเกลียดหงุดหงิด โกรธเกลียดซึ่งกันและกัน มันยังติดใจของพวกเรามาอยู่นี่ โมหะ เรายังหลงสิ่งนั้นสิ่งนี้ อยู่นั่น มันเป็นอย่างนี้สิ
เรามาวิจัยลองดูว่า เรียกว่า ปัญญินทรีย์ มันยังไม่เป็นใหญ่ ปัญญาของเรานี่มันยังไม่เฉลียวฉลาด ยังไม่รอบรู้ ยังแก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ เรียกว่าแก้ไขปมนี้ไม่ได้ แก้ไขสิ่งนี้ไม่ได้ งูเห่ามันก็นอนอยู่ในหม้อนี่แหละ มันจะไปอยู่ที่ไหน จึงสมกับที่พระพุทธองค์นั้นทรงสอนไว้ว่า เปิดหลังคากิเลส นี่เปิดหม้อดูสิว่าคลุมอะไรอยู่ในนั้น เปิดลองดู เราต้องสงสัยอยู่ตลอด ว่าทำไมในปัจจุบัน ครูบาอาจารย์เทศน์จนอิดจนเหนื่อย ลูกศิษย์ลูกหาไม่เห็นบรรลุ ไม่เห็นดวงตาเห็นธรรมอะไร นี่ตรงนี้แหละที่เรายังไม่พ้นทุกข์ไป
นี่ผู้เทศน์ก็เหมือนกัน ยังไม่มีปัญญินทรีย์ หรือปัญญาเฉลียวฉลาดนั่นเอง จึงทำให้พวกเรานั้นต้องมาเกิดอีก เมื่อมาเกิดอีกเราก็ต้องมาสร้างสมอบรมสติปัญญาของเราเพื่อจะให้แก่กล้านั่นเอง เราก็มาภูมิใจตรงนี้ ว่าเราเดินทางถูก ว่าจะมาสร้างสมอบรมปัญญาของเราให้แก่กล้าให้เป็นปัญณินทรีย์ให้ได้ ส่วนบุคคลทีั้งหลายเขาไม่สนใจเขาไม่เข้าวัดเข้าวา นั่นเป็นเรื่องของเขา แม้สามีภรรยานั้นบางคนเขาเอากันมาไม่ได้ บางคนก็ไปได้ทั้งคู่ มันยังถกเถียงทะเลาะกันอยู่ คนหนึ่งเข้า คนหนึ่งไม่เข้า คนเข้าไป อยากให้อีกคนหนึ่งเข้ามาด้วย คนนั้นก็ไม่เข้า คนที่ไม่เข้าก็ไม่อยากให้คนเข้าวัดนั้นมาเข้าวัด มันดึงกันตึงนังกันอยู่อย่างนี้แหละ ลูกๆ หลานๆ เหมือนกัน ญาติพี่น้องของเราทั้งหลาย เหตุฉะนั้นเมื่อมันทำไม่ได้ เราก็ต้องทำด้วยตนเอง สร้างสมอบรมบุญบารมีของตนเอง สร้างสติปัญญาของเรา เพื่อจะได้มาพินิจพิจารณากิเลสที่มีอยู่ในใจของพวกเรา จะให้เข้าใจทั้งความโลภ ทั้งความโกรธ มันเกิดขึ้นมาอย่างไร มันผุดขึ้นมา ใจสงบนิ่งเป็นสมาธิอยู่ แล้วจะได้แก้ปัญหาเรื่องอย่างนี้ เราไม่ได้นั่งสมาธิ จะนั่งเก้าอี้อยู่ หรือนั่งอยู่สบายๆ เราก็ต้องวิเคราะห์วิจารณ์ด้วยเป็นผู้มีปัญญา วิเคราะห์จิตของเราด้วย ว่าอยู่ในจิตนี้มีอย่างไรบ้าง ว่าจะเปิดหม้อที่คว่ำงูเห่าอยู่ ถ้าเราเปิดหม้อออกแล้ว มันมีอะไรอยู่ในหม้อ มันมีงูเห่าอยู่ในนั้น มีพิษภัยงูเห่านั้น เราจะได้หายสงสัยว่าอะไรมันมีอยู่ในหม้อนั้น มันจึงจะหายสงสัย
เหมือนบุคคลจะเก็บของอะไรไว้แล้ว เราเก็บไว้แล้ว เราเกิดสงสัยอยู่ ไม่ใช่ตนเองเก็บหรือคนอื่นเก็บไว้ สงสัยอะไร ก็เหมือนเขาเอากล่องไปวางไว้ที่ใดที่หนึ่ง ว่าจะระเบิดบ้านหลังนี้ระเบิดเมืองนี้ มันก็สงสัย มันจะเป็นระเบิดจริงๆ หรือเป็นอะไรอยู่ในนั้น มันเกิดสงสัย เจ้าหน้าที่ทั้งหลาย ผู้จะไปเก็บกู้ระเบิด มันก็อย่างนั้น ถ้าไปเก็บกู้ได้แล้ว มันเป็นระเบิดจริงๆ เขาก็จะเข้าใจ เกิดมันมีแต่กล่องเปล่า เขาเอาไปหลอกเฉยๆ ก็จะรู้ ถ้ามันกล่องเปล่าอย่างนั้น คนก็หมดปัญหา ไม่มีความทุกข์ยากลำบากอะไร เปิดออกมาก็ไม่มีอะไร
แต่บัดนี้ก็เรียกว่าเหมือนจิตใจของบุคคลนั้นหมดกิเลส หมดกิเลสคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลงนั้นไม่มี ก็เหมือนกล่องเปล่า เหมือนเปิดหม้อที่เราสงสัยมันคลุมอยู่ ถ้าเปิดขึ้นมามันไม่มีงูเห่าเลย มันหม้อคว่ำอยู่เฉยๆ ก็เหมือนว่าเรามีสติปัญญากำจัดกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง ให้หมดจากจิตใจของตนเอง จิตใจก็ไม่มีกิเลสนั่นเอง ก็หายสงสัย
ฉันใดก็ดี พวกเราท่านทั้งหลาย ถ้าหากมันยังมีงูอยู่ มีงูเห่า งูจงอางอยู่ เราก็จะต้องแก้ไขต่อไป จะทำยังไง งูมันมีอยู่ ก็คือความโลภ ความโกรธ ความหลง มันยังอยู่ในใจของตนเอง แล้วจะมีสติปัญญาระงับมันให้รวดเร็วให้เข้าใจแจ่มแจ้งชัดได้ยังไง เมื่อเราหลงอะไรนั่นเอง เราไม่เข้าใจในอะไรนั่นเอง พระพุทธองค์จึงให้ยกสิ่งนั้นขึ้นมาวิเคราะห์วิจารณ์วิจัย โยนิโสมนสิการ ให้แยบคายให้ละเอียดสุขุม ให้แจ่มแจ้งชัด ให้เห็นถึงที่สุดของสิ่งนั้นจึงจะหายสงสัยในสิ่งนั้นได้
ความโลภทำให้เกิดทุกข์ได้อย่างไร ทำให้เกิดความวุ่นวายอย่างไร ความโลภะทำให้เกิดโทสะทุบตีฆ่าฟันรันแทง เกิดมาจากโลภะนี่ เหตุฉะนั้นโทสะจึงเป็นลูกน้องของโลภะ อะไรแล้วจึงเป็นอย่างนี้ จึงมีโทสะเกิดขึ้น ตีฟันรันแทงกันให้วุ่นวายทั้งบ้านทั้งเมืองอยู่ ก็คือโมหะความลุ่มหลง ไม่มีสติปัญญานั่นเอง ไปหลงสิ่งนั้นจึงไปทำร้ายกันอย่างนี้ ตรงนี้ที่เราจะศึกษากันเพื่อปฏิบัติกันอยู่เดี๋ยวนี้ เพื่อจะให้รู้เรื่องอย่างนี้เอง เรียกว่าเปิดหลังคากิเลส ของที่คว่ำอยู่นั้นให้หายสงสัย เราจึงจะได้มาฝึกฝนอบรมจิตใจของพวกเรานี่ให้มันสงบเป็นสมาธิ นี่แหละ
การบรรลุธรรมจึงเหลื่อมล้ำต่ำสูงต่างกัน ตั้งแต่ครั้งสมัยพุทธกาลมันก็มีอย่างเดียวกันเป็นอย่างนี้ คนไม่มีสติปัญญาเลย พระพุทธเจ้าเทศน์ให้ฟังไม่ได้อะไรเลยสักอย่างก็มี เหมือนวคนหนึ่งฟังแล้วก็ว่าน่าจะดี มันก็แค่นั้น บางคนก็เลื่อมใสจริงว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้น ก็เลยมีความเคารพเกิดขึ้น บางคนไตร่ตรองใคร่ครวญเข้าไปจริงๆ รับรองด้วยตนเองว่าจริงอย่างนั้น คนนั้นก็ได้บรรลุธรรม
พวกเราก็เหมือนกัน ในสมัยปัจจุบันนี้ ธรรมะคำสอนขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เต็มเปี่ยมอยู่ ไม่ได้เสียหายไปไหนเลยสักอย่างเลยทีเดียว สมบูรณ์แบบอยู่ทุกอย่าง แม้พระพุทธองค์จะเสด็จดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพานมานานสองพันห้าร้อยสี่สิบหกปีนี้ตามกำหนดของ พ.ศ.ก็ตาม
ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสเทศนาไว้แล้ว หนึ่งไม่มีสองเลยทีเดียว จริง เป็นสัจธรรมเป็นของจริง เต็มเปี่ยมอยู่อย่างนั้น คนที่ไม่รู้นั่นเป็นเรื่องของเขา คำสอนของพระองค์นั้นบุคคลใดปฏิบัติในระยะไหน กาลใดเวลาใด เช้าสายบ่ายเที่ยง ค่ำคืนดึกดื่น ลองดูสิทำจิตใจให้สงบก็ต้องมีความสุขเลยทีเดียว ถ้าหากบุคคลกำลังมีความโกรธอยู่ โกรธมาหลายเดือนหลายปีแล้ว ถ้าหากระงับได้ตีหนึ่งตีสองกลางคืนค่ำคืนดึกดื่นหรือตอนเช้ากลางวันก็จะมีความสุขทันทีเลย เป็นอกาลิโก ไม่ประกอบด้วยกาลด้วยเวลา มีอยู่ด้วยสมบูรณ์ ไม่มีปัญหาอะไรดังนี้แหละ
คนรักษาศีลก็ย่อมได้อานิสงส์ของศีลเลยทีเดียว ทำสมาธิจิตใจสงบก็เห็นอานิสงส์ทันทีเลย อยู่ในปัจจุบันนี่แหละ ถ้าหากแก้ไขกิเลสได้ในปัจจุบันนี่แหละ เช้าสายบ่ายเที่ยงค่ำคืนดึกดื่นก็จะเห็นว่าความสุขเกิดขึ้น ว่าตนเองละสิ่งนี้ได้ รู้ได้ด้วยตนเองไม่ต้องอาศัยคนอื่น เข้าใจ นั่นแหละถึงว่าธรรมะเป็นอกาลิโก ไม่ประกอบด้วยกาลด้วยเวลา เหมือนผลไม้ต่างๆ สามารถที่จะล่วงรู้ได้
บัดนี้ปัญญาของพวกเราแล้วแต่ใครจะสร้างสมอบรมบารมีมาหลายภพหลายชาติแล้ว จะได้มาแก่กล้าได้แค่ไหน ก็แล้วแต่เราจะได้เพิ่มพูนบุญบารมีสติปัญญาของเราให้แก่กล้าขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ต้องคิดวุ่นวายอะไร ในชาตินี้เกิดยังมีพ้นทุกข์เราก็อยากพ้น อยากรู้แจ้งเห็นจริง อยากหายสงสัย อยากเข้าสู่นิพพานเหมือนกัน แต่สติปัญญาของเรานั้นจะแก่กล้ามั้ย จะเป็นปัญญินทรีย์รอบรู้ในกองสังขาร รอบรู้ในความโลภ ความโกรธ ความหลงอยู่ในจิตใจของตนได้มั้ย ตรงนี้แหละ ถ้าหากว่ารู้ในชาตินี้ก็ต้องเรียบร้อยในชาตินี้แหละ ถ้ารู้แจ้งเห็นจริงหายสงสัยได้
อันนี้พวกเราท่านทั้งหลายก็ควรที่จะประพฤติปฏิบัติ ว่าชีวิตของเรานั้นยังมีอยู่ ธรรมะคำสอนก็ยังเต็มบริบูรณ์อยู่ บ้านใดเมืองใดชาติใดภาษาใดลัทธิไหนไม่รู้ก็ช่างเขา มันเต็มบริบูรณ์อยู่นี่ มันมีอยู่นี่ ของจริง สัจธรรม ตรงนี้สิ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค อริจสัจ 4 ก็สมบูรณ์อยู่ แต่สติปัญญาของเรานี่มันไม่รู้ไม่เข้าใจจริง เราก็เลยต้องมาสร้างสมอบรมสติปัญญาของเรานี่ให้แก่กล้า จึงจะสามารถรอบรู้และเข้าใจหน้าตาของกิเลสนอนอยู่ในจิตใจของพวกเรา นอนอยู่ในจิตใจของพวกเรานี่ ใจของพวกเราก็เลยหลง มันไปยึดเอาไว้อยู่ มันหลง ทำอย่างไรจิตใจจึงจะหาที่พึ่งของตนเองได้ จึงจะมีสติปัญญาในตัวของมัน ว่าเรานี่อยู่กับสิ่งเหล่านี้ ทุกข์มาหลายภพหลายชาติ เวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร
ความโลภ ความโกรธ ความหลง นี่เองมันอยู่ในใจ มันเอาออกไม่ได้ มันมาติดอยู่นี่ เหมือนตังมันติดอยู่ มันเอาออกไม่ได้ เพราะอะไรจึงเอาออกไม่ได้จิตใจ เพราะอะไรใจจึงไม่รู้ ก็ใจมันยังไม่ฉลาดนั่นเอง ไม่มีสติปัญญานั่นเอง ถ้าจิตใจของเราฉลาดมีสติปัญญา มันก็คงจะละทิ้งเลย วาง การวางนี่ไม่ใช่เหมือนว่าเราเห็นกันทุกวันนี้นะ ไม่ใช่ว่าเราทิ้งกัน เราโกรธเราเกลียดกันอย่างนั้นอย่างนี้ เขาทิ้งกันด้วยเป็นผู้มีสติปัญญาเท่านั้นเอง โลกนี้มันเป็นอยู่อย่างนี้จะทำอย่างไร เราจะแก้ไขมันยังไง เราจะทำโลกนี้ให้เหมือนใจเราได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ นี่จะเรียนเพื่อให้จะรู้เท่านั้นเอง รู้ว่าโลกมันเป็นอยู่อย่างนี้แหละ ตั้งแต่เรายังไม่เกิดมาเขาก็เป็นอยู่อย่างนี้แหละ โลกนี้ มันเป็นอยู่ธรรมชาติของมันอยู่อย่างนี้ เราเกิดขึ้นมาแล้วก็เป็นไปอยู่อย่างนี้แหละ บัดนี้เราตายไปแล้ว มันก็จะเป็นอยู่อย่างนี้แหละ เราจะเชื่อมั่นว่ามันจะเป็นอย่างนี้บ้างมั้ย เป็นไปอย่างนี้ อย่าไปหวั่นไหวกับมันว่าโลกมันจะแตกจะพัง ไฟจะไหม้โลก ไม่อย่างนั้นโลกจะฉิบหายอย่างนั้นนี่ อย่าไปคิดวุ่นวายกับมัน ไฟมันไหม้โลก ไฟบรรลัยกัลป์บรรลัยกัปป์อะไรไหม้โลก ทำลายให้โลกล่มจมไป
เรามาดูกิเลสนี่ ราคัคคินา โทสัคคินา โมหัคคินา สิ ไฟสามกองนี้มันเผาทั้งวันทั้งคืน มันไหม้โลกอยู่ทั้งวันทั้งคืน ไฟนี้ที่เราจะดับตรงนี้สิ ดับไฟนี้ เราอย่าไปคิดดับมันโลก โลกมันอยู่อย่างนั้นของมัน เราจะดับความโลภ ความโกรธ ความหลง อยู่ในใจของเรานี่ ถ้าคิดดีๆ แล้วมันก็ไม่ได้ดับอะไร คิดดูจะสงสัยอีก เราอยากรู้มันเท่านั้นเอง ว่าโลภะมันคืออะไร โทสะคืออะไร โมหะคืออะไร ทำไมเราเป็นผู้ใหญ่ เราฉลาด ไปเห็นเด็กมันเล่นโคลนตม มันสกปรก มันไม่รู้ เห็นนักมวยเขาตีกันมันเจ็บ ไม่รู้เจ็บ เขาไปตากแดด ไปทุบตีฆ่าฟันรันแทง เออ มันไม่รู้เรื่องของมัน
เราอยากรู้ อยากรู้ โลกนี่เขาอยู่อย่างนี้เอง ฉะนั้น พระพุทธองค์ก็ดี พระองค์รู้โลกวิทู รู้แจ้งโลกนั่นเอง พระองค์จึงพ้นจากโลก สาวกทั้งหลายท่านพ้นไปก็ดี ท่านได้บรรลุธรรม ท่านก็รู้แจ้งโลกเหมือนกัน สาวิกา นางภิกขุณีก็ดี สำเร็จพ้นทุกข์ไปก็มากมาย มีสติปัญญาเหมือนกันหมด ครูบาอาจารย์ หลวงปู่ต่างๆ ที่ท่านได้บำเพ็ญมาในปัจจุบันนี้ที่ท่านได้บรรลุธรรม ดวงตาเห็นธรรมท่านก็พ้นทุกข์ไปเหมือนกัน ท่านก็รู้อันเดียวกันนี่ ไม่ใช่รู้อย่างอื่นที่ท่านจะรู้แจ้งเห็นจริงในโลก ท่านจึงวางโลกได้ ปลงโลกได้ เรียกว่า ปลงขันธ์ห้าได้ รู้แจ้งชัดเกิดขึ้นก็เลยพ้นทุกข์ไป
นี้แหละเป็นสิ่งที่เราจะศึกษาต่อไปในการประพฤติปฏิบัติของพวกเรา เหตุฉะนั้น จึงขอให้ทุกคนจงทำความเข้าใจว่าเรากำลังฝึกฝนอบรมเพิ่มพูนบุญบารมีของตนให้อินทรีย์ให้แก่กล้า ต่อไปแล้วเราจึงจะมีความสามารถหลุดพ้นไปได้ ไม่ต้องคิดหวั่นไหวกับสมัยอดีตและปัจจุบัน ไม่ต้องคิดเลยว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น สมัยอดีตทำไมบรรลุธรรมง่าย ก็จะเข้าใจ สมัยปัจจุบันทำไมไม่บรรลุธรรมง่าย ฟังเทศน์แล้วก็จะเห็นชัดเจนว่าอินทรีย์ของเรายังไม่แก่กล้านั่นเองเป็นตัวหลัก
บัดนี้ เราก็ภูมิใจที่เราจะตั้งใจปฏิบัติตนเองเพื่อให้อินทรีย์แก่กล้า จึงจะสามารถล่วงรู้และเข้าใจ ละกิเลสได้หมดจากดวงใจของเราจึงจะได้พ้นทุกข์ เหตุฉะนั้น เมื่อได้ยินได้ฟังแล้วควรที่จะกำหนดจดจำเอาไว้ เดี๋ยวนี้ก็ทำใจของเราให้สงบนิ่งอยู่กับตัว อย่าให้จิตใจไปที่ไหน ให้สงบอยู่ ทำสมาธิต่อไปจนถึงเวลาสมควรจึงคลายออกจากความสงบ
